ไม้ HMR เป็นวัสดุที่ถูกพัฒนาให้สามารถ ทนความชื้นได้ดี จึงนิยมใช้ในงานเฟอร์นิเจอร์บิ้วท์อิน ตู้ครัว ห้องน้ำ และงานตกแต่งภายในที่ต้องเผชิญกับความชื้น มีหลายประเภท โดยเฉพาะ HMR Agro และ HMR ทั่วไป ซึ่งมีคุณสมบัติแตกต่างกันไปตามระดับความทนทานและมาตรฐานฟอร์มาลดีไฮด์ บทความนี้จะพาคุณไปรู้จัก องค์ประกอบ วัสดุพื้นฐาน ค่ามาตรฐาน ข้อดี-ข้อเสีย และการนำไปใช้งานของ ไม้อัดเขียว เพื่อช่วยให้คุณเลือกใช้ได้อย่างเหมาะสม
1.ไม้ HMR คืออะไร
ไม้ HMR (High Moisture Resistance Board) หรือเรียกกันทั่วไปว่า ไม้อัดเขียว อยู่ในประเภทไม้อัด คือแผ่นไม้ใยความหนาแน่นปานกลางชนิดหนึ่ง ที่ถูกออกแบบมาเป็นพิเศษเพื่อให้ ทนต่อความชื้นสูงกว่าปกติ ซึ่งต่างจากไม้ MDF (Medium Density Fiberboard) ที่ใช้ทั่วไป ซึ่งอาจเกิดการบวมหรือเสียรูปได้ง่ายเมื่อสัมผัสน้ำหรือความชื้น *อ่านบทความเกี่ยวกับ ไม้อัด เพิ่มเติม คลิกเลย!
HMR จึงกลายเป็นวัสดุยอดนิยมในงานตกแต่งภายในยุคใหม่ โดยเฉพาะใน พื้นที่ที่มีโอกาสสัมผัสกับความชื้น เช่น ห้องครัว ห้องน้ำโซนแห้ง ตู้ล้างจาน ตู้เก็บของใต้อ่างล้างหน้า หรือแม้แต่บานตู้ภายในบ้านที่ต้องการความทนทานมากขึ้น รวมถึงงาน บิ้วท์อินเฟอร์นิเจอร์ (Built-in) ซึ่งต้องการวัสดุที่ไม่บิดตัวง่าย ไม่ดูดซับน้ำ และรองรับการปิดผิวได้ดี
ความโดดเด่นของไม้ HMR คือ HMRมีสีเขียว เป็นเอกลักษณ์ หลายๆคนยังสงสัยว่า ทำไมHMRต้องสีเขียว ซึ่งสีเขียวนี้เกิดจากสารกันชื้นที่ผสมอยู่ในเนื้อไม้ ตัวแผ่นไม้จะมีผิวหน้าเรียบแน่น เซาะร่องง่าย ฉลุลายได้แม่นยำ และเหมาะกับการปิดผิวด้วยวัสดุต่าง ๆ เช่น เมลามีน ลามิเนต PVC หรือแม้แต่พ่นสี PU ทำให้ HMR ไม่เพียงแค่ทนความชื้นเท่านั้น แต่ยัง ให้ผลงานที่ดูเรียบ หรู และมืออาชีพ อีกด้วย
2.ไม้ HMR ผลิตมาจากอะไร ทำไมถึงทนชื้น:
ไม้ HMR ถูกผลิตผ่านกระบวนการพิเศษที่ออกแบบมาเพื่อให้ ทนต่อการดูดซึมความชื้น ได้ดีกว่าเมื่อเปรียบเทียบไม้HMRและไม้อัด ทั่วไป โดยมีองค์ประกอบหลักและเทคโนโลยีที่ใช้ในการผลิตดังนี้:
2.1 เส้นใยไม้ยูคาลิปตัส (Eucalyptus Fiber)
เป็นเส้นใยไม้ความหนาแน่นสูงที่มีคุณสมบัติแข็งแรง ยืดหยุ่น และแน่นกว่าชนิดอื่น นิยมใช้ในอุตสาหกรรมแผ่นไม้คุณภาพสูง เนื่องจากช่วยให้แผ่นไม้มีโครงสร้างภายในที่สม่ำเสมอ ไม่เปราะหรือแตกง่าย พร้อมรองรับน้ำหนักได้ดีเมื่อประกอบเป็นเฟอร์นิเจอร์
2.2 กาวเมลามีนยูเรียฟอร์มัลดีไฮด์ (Melamine Urea Formaldehyde: MUF)
กาวชนิดพิเศษนี้มีคุณสมบัติทนความชื้นได้ดีเยี่ยม ใช้ในการยึดเกาะเส้นใยไม้เข้าด้วยกัน ช่วยลดการบวมหรือเสียรูปของไม้เมื่อสัมผัสกับน้ำ โดยสูตรของกาว MUF จะมี การปรับสัดส่วนเมลามีน เพื่อให้มีความคงทนต่อความชื้นมากกว่า MDF ธรรมดาที่ใช้กาว UF (Urea Formaldehyde) เพียงอย่างเดียว
2.3 สารเพิ่มคุณสมบัติพิเศษ (Additives)
เช่น สารกันชื้น สารยับยั้งเชื้อรา และสารลดการปล่อยฟอร์มาลดีไฮด์ ซึ่งมีหน้าที่ในการเพิ่มความปลอดภัยต่อผู้ใช้งาน ลดกลิ่นสารเคมี และป้องกันการเสื่อมสภาพของไม้เมื่อต้องเผชิญกับสภาพอากาศชื้น หรือการใช้งานในระยะยาว โดยเฉพาะในการติดตั้งในบ้าน อาคารสำนักงาน หรือคอนโดที่ต้องการวัสดุปลอดภัยต่อสุขภาพ
3.ค่าE1 และ E2 ของHMR คืออะไร ทำไมถึงสำคัญต่อสุขภาพ?
นอกจากมีคุณสมบัติทนความชื้นที่ดีแล้ว ยังต้องผ่าน ค่ามาตรฐานฟอร์มาลดีไฮด์ ซึ่งเป็นตัวชี้วัดระดับของ สารระเหยฟอร์มาลดีไฮด์ (Formaldehyde Emission Standard) ที่ปล่อยออกมาจากเนื้อไม้ ฟอร์มาลดีไฮด์เป็นสารเคมีที่ใช้ในกาวเพื่อประสานเส้นใยไม้ให้เป็นแผ่นบอร์ด อย่างไรก็ตาม เพื่อควบคุมปริมาณการปล่อยสาร ฟอร์มาลดีไฮด์ จึงมีการกำหนดค่ามาตรฐานตามระดับความปลอดภัยของ ไม้อัดเขียว โดยทั่วไปจะแบ่งออกเป็น E1 และ E2 ตามมาตรฐานยุโรป (European Standard – EN)
4.ไม้HMR มีกี่เกรด
ไม้HMRมีหลายเกรด ยกตัวอย่างเช่น HMR V313, HMR V70 และ HMR N70 ซึ่งแต่ละเกรดก็มีคุณสมบัติต่างกัน ทำให้ราคาของHMR ก็ต่างกัน
4.1 ไม้ HMR Agro เกรดV313
HMR Agro (V313)เป็นแผ่นใยไม้อัดทนความชื้นที่ถูกพัฒนาให้มีคุณสมบัติพิเศษกว่าปกติ โดยใช้เทคโนโลยีเฉพาะของ Agro Fiber ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ผลิต HMR ชั้นนำในประเทศไทย ถูกออกแบบมาให้มีความทนทานมากขึ้น ลดการปล่อยสารฟอร์มาลดีไฮด์ และมีความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากกว่า HMR ทั่วไป ไม้ชนิดนี้เหมาะสำหรับการใช้งานที่ต้องการ ความแข็งแรงและทนความชื้นสูง เช่น งานเฟอร์นิเจอร์บิ้วท์อิน เคาน์เตอร์ครัว ห้องน้ำ และพื้นที่ที่มีโอกาสสัมผัสกับความชื้นอยู่เสมอ
4.1.1 คุณสมบัติของไม้ HMR Agro V313
- ทนความชื้นสูงกว่าปกติ – ผลิตด้วยสูตรกาวพิเศษ (Melamine Urea Formaldehyde – MUF) ทำให้ลดการดูดซับน้ำและลดอัตราการบวม
- ลดสารฟอร์มาลดีไฮด์ (E1 Standard) – ผ่านมาตรฐาน E1 ซึ่งปลอดภัยต่อสุขภาพมากกว่า HMR ทั่วไป
- แข็งแรงและรับน้ำหนักได้ดี – เนื้อไม้แน่น ลดการบิดโก่ง และทนต่อแรงกระแทกได้ดี
- เหมาะสำหรับงาน CNC และฉลุลาย – เนื้อไม้มีความหนาแน่นสม่ำเสมอ ทำให้สามารถเซาะร่อง ฉลุลาย และไสแต่งได้ง่าย
- ผิวหน้าเรียบเนียน ปิดผิวได้ง่าย – สามารถปิดผิวด้วย เมลามีน, ไฮเพรสเชอร์ลามิเนต (HPL), PVC, หรือพ่นสี PU ได้ง่าย
- เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม – ผลิตจากไม้ปลูกทดแทนและมีการควบคุมปริมาณสารระเหยให้อยู่ในระดับปลอดภัย
4.1.2 ข้อดี ของไม้ HMR Agro V313
- ทนความชื้นได้ดีกว่า HMR ทั่วไป
- ลดสารฟอร์มาลดีไฮด์ ปลอดภัยต่อสุขภาพ
- แข็งแรง ทนทาน รับน้ำหนักได้ดี
- ต้องปิดผิวก่อนใช้งานเพื่อป้องกันความเสียหายจากความชื้นสูง
- ผิวเรียบ ทำสีง่าย สามารถปิดผิวได้หลากหลาย
4.1.3 ข้อเสีย ของไม้ HMR Agro V313
- มีราคาสูงกว่า HMR ปกติ
- อาจต้องใช้เครื่องมือเฉพาะในการตัดแต่ง
- หาซื้อยากกว่า เนื่องจากเป็นวัสดุพิเศษ
- ต้องปิดผิวก่อนใช้งานเพื่อป้องกันความเสียหายจากความชื้นสูง
4.1.4 การนำไปใช้งานของไม้ HMR Agro
- เฟอร์นิเจอร์บิ้วท์อิน (Built-in Furniture) – ตู้เสื้อผ้า, ชั้นวางของ, โต๊ะเครื่องแป้ง
- ชุดครัว (Kitchen Cabinetry) – ตู้ครัว หน้าบานเคาน์เตอร์ ลิ้นชักครัว
- เฟอร์นิเจอร์ห้องน้ำส่วนแห้ง (Bathroom Vanity Units) – ตู้ใต้อ่างล้างหน้า ชั้นวางของ
- เคาน์เตอร์แคชเชียร์ / รีเซฟชั่น (Cashier & Reception Countertops) – สำหรับพื้นที่ใช้งานหนัก
- งานตกแต่งผนังภายใน (Wall Panels & 3D Wall) – ผนังเซาะร่อง ฉลุลายตกแต่งภายใน
- ฝ้าเพดานตกแต่ง (Drop Ceiling & Decorative Ceiling) – ใช้ในงานฝ้าดรอปหรือฝ้าตกแต่ง
4.2 ไม้ HMR เกรด V70
ไม้ HMR (High Moisture Resistance Board) V70 และ N70 เป็น HMRที่ราคาถูก ลงมาจากเกรดV313 ซึ่งพัฒนาให้มีคุณสมบัติกันชื้นได้ดีกว่า MDF (Medium Density Fiberboard) ทั่วไป โดย ไม้อัดเขียว ทั่วไปผลิตจาก เส้นใยไม้ยูคาลิปตัส อัดประสานด้วย กาวเมลามีนยูเรียฟอร์มัลดีไฮด์ ซึ่งช่วยให้ไม้มีความแข็งแรงและลดการบวมจากความชื้น
4.2.1 คุณสมบัติของ ไม้ HMR เกรด V70
- ทนความชื้นได้ดีกว่า MDF – มีคุณสมบัติทนต่อความชื้นและการบวมน้ำในระดับหนึ่ง
- เนื้อไม้แน่น แข็งแรง – โครงสร้างเนื้อไม้มีความหนาแน่น ไม่เปราะหรือยุ่ยง่าย
- HMRมีสีเขียวอ่อน ผิวหน้าเรียบ – สามารถปิดผิวด้วยลามิเนต, เมลามีน หรือทำสีได้ง่าย
4.2.2 ข้อดีของ ไม้ HMR เกรด V70
- ทนความชื้นได้ดีกว่า MDF ทั่วไป หรือทำสีได้ง่าย แต่น้อยกว่า ไม้ HMR Agro
- โครงสร้างแข็งแรงและรับน้ำหนักได้ดี
- ผิวเรียบเนียน สามารถทำสี ปิดผิว หรือเซาะร่อง CNC ได้ง่าย
- สามารถใช้เครื่องมือช่างทั่วไปได้ง่าย เจาะ ตัด เซาะร่องได้ดี
- ราคาคุ้มค่าเมื่อเทียบกับวัสดุกันชื้นอื่น ๆ
4.2.3 ข้อเสีย ของ ไม้ HMR เกรด V70
- ไม่เหมาะกับงานภายนอกอาคาร หรือพื้นที่ที่มีความชื้นสูงมาก
- สีเขียวของไม้สามารถจางลงเมื่อโดนแสงแดด ควรเก็บในที่ร่ม
- น้ำหนักมากกว่า MDF และไม้อัดทั่วไป อาจต้องใช้โครงสร้างเสริมในบางงาน
- ต้องปิดผิวก่อนใช้งาน เช่น เมลามีน, ลามิเนต หรือทำสี PU เพื่อเพิ่มอายุการใช้งาน
- เหมาะกับงานภายในที่มีความชื้นปานกลาง ไม่สามารถแช่น้ำได้โดยตรง หากสัมผัสน้ำเป็นเวลานานอาจเกิดการบวม
4.2.4 การนำไปใช้งานของไม้ HMR ทั่วไป
- ตู้ครัวและเคาน์เตอร์ – ใช้ทำบานตู้ และโครงตู้สำหรับห้องครัวที่ต้องการวัสดุที่ทนความชื้น
- เคาน์เตอร์แคชเชียร์ และโต๊ะประชาสัมพันธ์ – โครงสร้างแข็งแรง รับน้ำหนักได้ดี เหมาะกับการใช้งานที่ต้องมีการวางของหรืออุปกรณ์หนัก
- ตู้บิ้วท์อิน และตู้เก็บของ – ใช้เป็นวัสดุสำหรับทำตู้ในห้องรับแขก ห้องนอน และสำนักงาน
- ตกแต่งผนังภายใน – ใช้ทำผนังเซาะร่อง หรือฉลุลาย 3D ได้อย่างสวยงาม
- ฝ้าเพดานดรอปฝ้า (Drop Ceiling) – ใช้ตกแต่งฝ้าเพดานให้มีลูกเล่นที่สวยงาม
HMR เป็นตัวเลือกยอดนิยมสำหรับงานเฟอร์นิเจอร์ภายในที่ต้องการความแข็งแรงและทนความชื้น อย่างไรก็ตาม HMRแต่ละเกรดก็เหมาะกับพื้นที่ต่างกัน เช่น HMR Agro (เกรดV313) เหมาะกับงานที่ต้องการความทนทานสูง ลดสารฟอร์มาลดีไฮด์ ปลอดภัยต่อสุขภาพ ส่วน HMR ทั่วไปมีราคาย่อมเยา เหมาะกับงานตกแต่งทั่วไป หากคุณกำลังมองหา HMR คุณภาพดี วิวัฒน์ชัยค้าไม้ มีทั้ง HMR Agro และ HMR ทั่วไป ให้เลือก พร้อมคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ มั่นใจได้ในคุณภาพและราคาคุ้มค่า สนใจติดต่อหรือเยี่ยมชมสินค้าได้เลย! สินค้า ไม้ HMR
5.คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ ไม้HMR
ไม้ HMR คือแผ่นใยไม้อัดความหนาแน่นสูงที่ออกแบบให้ทนความชื้นได้ดีกว่า MDF ทั่วไป คำว่า HMR ย่อมาจาก High Moisture Resistance เหมาะกับงานเฟอร์นิเจอร์ภายใน งานบิลต์อิน หน้าบานตู้ ผนังตกแต่ง และพื้นที่ที่มีโอกาสเจอความชื้นเล็กน้อย เช่น ห้องครัวแห้ง ห้องน้ำส่วนแห้ง หรือพื้นที่ใกล้อ่างล้างมือ
ไม้ HMR ทนความชื้นได้ดีกว่า MDF ทั่วไป จึงเหมาะกับงานเฟอร์นิเจอร์ที่เสี่ยงชื้นมากกว่า ทั้งสองชนิดมีผิวเรียบ ทำสีง่าย และเหมาะกับงานบิลต์อิน แต่ MDF ทั่วไปเหมาะกับพื้นที่แห้ง ส่วน HMR จะตอบโจทย์งานที่ต้องการลดปัญหาบวม พอง หรือเสียรูปจากความชื้นได้ดีกว่า
ไม้ HMR ทนความชื้นได้ดี แต่ไม่ได้กันน้ำ 100% และไม่ควรใช้ในพื้นที่เปียกหรือโดนน้ำโดยตรงเป็นเวลานาน
ไม้ HMR นิยมใช้ทำเฟอร์นิเจอร์บิลต์อิน หน้าบานตู้ ตู้ครัวแห้ง ตู้เสื้อผ้า ชั้นวาง ผนังตกแต่ง และงานเซาะร่อง เพราะผิวเรียบ เนื้อแน่น ทำสีง่าย และขึ้นรูปได้ดี เหมาะกับงานตกแต่งภายในที่ต้องการความเรียบร้อย สวยงาม และทนความชื้นได้มากกว่า MDF ธรรมดา
ไม้ HMR เหมาะกับงานครัวแห้งหรือตู้ครัวภายในที่ไม่ได้โดนน้ำโดยตรง เช่น หน้าบานตู้ ชั้นเก็บของ หรือโครงตู้บางส่วน แต่หากเป็นจุดที่โดนน้ำบ่อย เช่น ใต้อ่างล้างจานหรือพื้นที่เปียก ควรเลือกวัสดุที่ทนน้ำมากกว่า หรือปิดขอบและเคลือบผิวให้ดีเป็นพิเศษ
ข้อดีของไม้ HMR คือทนความชื้นได้ดีกว่า MDF ผิวเรียบ ทำสีสวย เซาะร่องได้ดี และเหมาะกับงานเฟอร์นิเจอร์ภายใน เนื้อแผ่นค่อนข้างแน่น ทำให้เหมาะกับงานพ่นสี งานปิดผิวลามิเนต งานหน้าบาน และงานตกแต่งที่ต้องการผิวเรียบเนียนแบบมืออาชีพ
ข้อเสียของไม้ HMR คือยังไม่เหมาะกับพื้นที่เปียกจัดหรือใช้งานภายนอก และราคามักสูงกว่า MDF ทั่วไป
ไม้ HMR เซาะร่องได้ดีและเป็นวัสดุยอดนิยมสำหรับงานผนังตกแต่งหรือหน้าบานดีไซน์โมเดิร์น เพราะเนื้อแผ่นแน่น ผิวเรียบ และทำสีได้สวย เหมาะกับงานเซาะร่องลายเส้น ลายโค้ง หรืองานตกแต่งผนังสไตล์ Modern, Minimal และ Luxury
ควรเลือกไม้ HMR จากความหนา ความหนาแน่น ผิวหน้า ความเรียบของแผ่น เกรดสินค้า และพื้นที่ใช้งานจริง
ไม้ HMR ขนาดมาตรฐาน 122 × 244 ซม. หรือ 4 × 8 ฟุต มีราคาเฉลี่ยประมาณ 130–1,100 บาทต่อแผ่น โดยราคาขึ้นอยู่กับความหนา เกรดไม้ ความหนาแน่น และแบรนด์สินค้า ความหนาที่นิยมใช้มีตั้งแต่ 3 มม., 6 มม., 9 มม., 12 มม., 15 มม. และ 18 มม.
ไม้ HMR มีอายุการใช้งานเฉลี่ยประมาณ 5–15 ปี ขึ้นอยู่กับคุณภาพแผ่น การปิดขอบ การเคลือบผิว และสภาพแวดล้อมที่ใช้งาน
วิวัฒน์ชัยค้าไม้ เป็นตัวเลือกสำหรับช่างเฟอร์นิเจอร์ อินทีเรีย ผู้รับเหมา และเจ้าของบ้านที่ต้องการไม้ HMR สำหรับงานบิลต์อิน งานหน้าบาน งานผนังตกแต่ง และงานเฟอร์นิเจอร์ทนชื้น
ควรเลือกร้านขายไม้ HMR ที่มีสต็อกพร้อม มีขนาดมาตรฐาน 4 × 8 ฟุต และมีบริการแนะนำความหนาให้เหมาะกับงาน เช่น งานหน้าบาน งานตู้ งานผนังเซาะร่อง หรือเฟอร์นิเจอร์ในพื้นที่เสี่ยงชื้น หากอยู่ในกรุงเทพฯ สามารถสอบถาม วิวัฒน์ชัยค้าไม้ เพื่อเลือกเกรดและขนาดที่เหมาะกับหน้างานได้
ไม้ HMR เหมาะกับงานเฟอร์นิเจอร์ภายใน งานบิลต์อิน หน้าบานตู้ ตู้ครัวแห้ง ผนังตกแต่ง และงานเซาะร่อง
คุณสมบัติเด่นของไม้ HMR คือทนความชื้นได้ดี ผิวเรียบ เนื้อแน่น ทำสีสวย และเหมาะกับงานเฟอร์นิเจอร์ภายในที่ต้องการความเรียบร้อยสูง
ไม้ HMR ทนความชื้นได้ดีกว่า MDF จึงเหมาะกับพื้นที่ที่มีความชื้นเล็กน้อย เช่น ครัวแห้งหรือห้องน้ำส่วนแห้ง ส่วน MDF เหมาะกับงานภายในพื้นที่แห้ง เช่น ตู้เสื้อผ้า ชั้นวาง หรือเฟอร์นิเจอร์ทั่วไป
ไม้ HMR สีขาวหรือไม้ HMR ปิดผิวขาวสามารถสอบถามได้ที่ร้านวัสดุงานไม้ที่มีสินค้าแผ่นสำหรับงานเฟอร์นิเจอร์และบิลต์อิน
ไม้ HMR ทั่วไปไม่กันปลวก แม้จะทนความชื้นได้ดีและมีเนื้อแน่นกว่า MDF ทั่วไป แต่ปลวกยังสามารถกัดกินได้
ไม้ HMR มีโอกาสขึ้นราได้หากอยู่ในพื้นที่อับชื้น โดนน้ำ หรือระบายอากาศไม่ดีเป็นเวลานาน
ไม้ HMR สามารถใช้งานได้อย่างปลอดภัย หากเลือกแผ่นที่ได้มาตรฐาน เช่น E1 หรือ E0 และใช้งานในพื้นที่อากาศถ่ายเทดี เพราะวัสดุประเภทนี้อาจมีฟอร์มาลดีไฮด์จากกาวเรซินในบางเกรด หากเลือกสินค้าเกรดต่ำหรือใช้ในห้องปิด อาจมีกลิ่นฉุนหรือระคายเคืองได้ จึงควรเลือกแผ่นมาตรฐานสำหรับงานภายในโดยเฉพาะ
ไม้ HMR ทาสีได้ดีมาก เพราะผิวเรียบ เนื้อแน่น และเหมาะกับงานพ่นสีเฟอร์นิเจอร์
HMR V313 ทนความชื้นได้ดีกว่า V70 จึงเหมาะกับงานที่เสี่ยงชื้นมากกว่า ส่วน V70 เหมาะกับงานทั่วไป เช่น ตู้เสื้อผ้า ชั้นวางของ งานบิลต์อินในพื้นที่แห้ง หรืองานตกแต่งที่ไม่ได้เจอความชื้นโดยตรง
ไม้ HMR มักแบ่งเป็น 3 เกรดหลัก คือ V313, V70 และ N70 / MR1 ตามระดับการทนความชื้น
ไม้ HMR หนา 9 มม. ขนาดมาตรฐาน 4 × 8 ฟุต มีราคาเฉลี่ยประมาณ 270–450 บาทต่อแผ่น ขึ้นอยู่กับแบรนด์ เกรดไม้ ความหนาแน่น และร้านจำหน่าย
ไม้ HMR ไม่เหมาะกับการโดนฝนหรือใช้งานภายนอกอาคารโดยตรง
ไม้ HMR เกรด V313 ถือเป็นเกรดที่ทนความชื้นดีที่สุด เหมาะกับงานที่ต้องการความทนชื้นสูงกว่างานทั่วไป
ไม้ HMR ใช้ทำเคาน์เตอร์ครัวได้ในบางส่วน โดยเหมาะกับครัวแห้งหรือโครงเฟอร์นิเจอร์ที่ไม่ได้โดนน้ำโดยตรง








