ทินเนอร์มีกี่ประเภท และใช้งานอย่างไรให้ได้งานสีที่ดีที่สุด

Table of Contents

               ทินเนอร์ (Thinner) เป็นหนึ่งในวัสดุที่มีบทบาทสำคัญอย่างมากในงานสี งานไม้ งานโลหะ และงานอุตสาหกรรมต่าง ๆ ไม่ได้มีหน้าที่เพียงแค่ “เจือจางสี” เท่านั้น แต่ยังส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพผิวสี ความเงา ความเรียบ และอายุการใช้งานของงานสีอีกด้วย การเข้าใจว่าทินเนอร์มีกี่ประเภท และแต่ละประเภทเหมาะกับงานแบบใด จะช่วยลดความผิดพลาดและเพิ่มคุณภาพงานได้อย่างชัดเจน

1. ทินเนอร์ทั่วไป (General Purpose Thinner)

ทินเนอร์ชนิดนี้เป็นทินเนอร์พื้นฐานที่พบได้ทั่วไปในท้องตลาด ใช้สำหรับเจือจางสีอุตสาหกรรมบางประเภท หรือใช้ทำความสะอาดอุปกรณ์ทาสี เช่น แปรง ลูกกลิ้ง และปืนพ่นสี

เหมาะกับงาน

  • งานทาสีทั่วไปที่ไม่ต้องการความละเอียดสูง

  • การล้างอุปกรณ์หลังใช้งาน

ข้อควรระวัง
ไม่เหมาะกับงานสีคุณภาพสูง เพราะอาจทำให้ผิวสีไม่เรียบหรือความเงาลดลง

2. ทินเนอร์สำหรับสีแลคเกอร์ (Lacquer Thinner)

เป็นทินเนอร์ที่นิยมมากในงานไม้และงานเฟอร์นิเจอร์ มีคุณสมบัติระเหยเร็ว ทำให้สีแห้งไว และได้ผิวงานที่เรียบเนียน

เหมาะกับงาน

  • งานไม้ เฟอร์นิเจอร์

  • งานพ่นสีแลคเกอร์ที่ต้องการความเงาและความเรียบ

จุดเด่น

  • ช่วยให้สีไหลตัวดี

  • ลดปัญหาผิวส้มและคราบพ่น

3. ทินเนอร์สำหรับสีพ่นรถยนต์ / โพลียูรีเทน (Auto / Polyurethane Thinner)

ทินเนอร์กลุ่มนี้ออกแบบมาสำหรับสีที่ต้องการคุณภาพผิวสูง เช่น สีรถยนต์ หรือสีโพลียูรีเทน มีส่วนช่วยให้สีเกาะผิววัสดุได้ดีและแห้งเรียบสม่ำเสมอ

เหมาะกับงาน

  • งานพ่นสีรถยนต์

  • งานเฟอร์นิเจอร์หรือพื้นผิวที่ต้องการความเงาและความทนทานสูง

คุณสมบัติ

  • เพิ่มความแข็งแรงของฟิล์มสี

  • ทนต่อสารเคมีและสภาพอากาศ

4. ทินเนอร์สำหรับสีอีพ็อกซี (Epoxy Thinner)

ใช้เฉพาะกับสีอีพ็อกซี ซึ่งเป็นสีที่มีโครงสร้างทางเคมีเฉพาะ ทินเนอร์ชนิดนี้ช่วยให้การผสมสีเป็นไปอย่างถูกต้องโดยไม่ทำลายคุณสมบัติของสี

เหมาะกับงาน

  • งานพื้นโรงงาน

  • งานเคลือบโลหะหรือพื้นผิวที่ต้องการความแข็งแรงสูง

ข้อสำคัญ

  • ต้องใช้อัตราส่วนตามที่ผู้ผลิตกำหนดอย่างเคร่งครัด

5. ทินเนอร์สำหรับสีรองพื้น (Primer Thinner)

ทินเนอร์ชนิดนี้ใช้สำหรับเจือจางสีรองพื้น เช่น รองพื้นไม้ หรือรองพื้นเหล็ก เพื่อช่วยให้สีซึมเกาะพื้นผิวได้ดีขึ้น

เหมาะกับงาน

  • งานเตรียมผิวก่อนทาสีจริง

  • งานที่ต้องการเพิ่มการยึดเกาะของสีชั้นบน

6. ทินเนอร์สำหรับงานเฉพาะทาง

นอกจากทินเนอร์หลัก ๆ แล้ว ยังมีทินเนอร์สำหรับงานเฉพาะทาง เช่น

  • ทินเนอร์สำหรับสีทนความร้อน ใช้กับชิ้นส่วนที่ต้องเผชิญอุณหภูมิสูง

  • ทินเนอร์สำหรับหมึกพิมพ์ ใช้ในอุตสาหกรรมสิ่งพิมพ์

  • ทินเนอร์สำหรับทำความสะอาด (Cleaning Thinner) เน้นล้างคราบสีและคราบสารเคลือบ

7.วิธีใช้งานทินเนอร์อย่างถูกต้อง

การใช้งานทินเนอร์ที่ถูกต้องไม่เพียงช่วยให้งานสีออกมาสวย แต่ยังช่วยยืดอายุการใช้งานของสีอีกด้วย โดยหลักทั่วไปควรผสมทินเนอร์ตามอัตราส่วนที่ผู้ผลิตสีแนะนำ มักอยู่ที่ประมาณ 10–20% ของปริมาณสี และควรคนให้เข้ากันจนได้ความหนืดที่เหมาะสมก่อนนำไปใช้งาน

นอกจากนี้ ทินเนอร์ยังสามารถใช้ทำความสะอาดอุปกรณ์ทาสี หรือเช็ดคราบสีบนพื้นผิวต่าง ๆ ได้ แต่ควรใช้อย่างระมัดระวังและหลีกเลี่ยงการสัมผัสโดยตรง

 

 

                ทินเนอร์มีหลายประเภท และแต่ละชนิดถูกออกแบบมาให้เหมาะกับชนิดของสีและลักษณะงานที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน การเลือกใช้ทินเนอร์ให้ถูกประเภท ไม่เพียงช่วยให้งานสีออกมาสวย เรียบ และเงางามเท่านั้น แต่ยังช่วยลดความเสี่ยงของปัญหางานพัง สีลอก หรือฟิล์มสีเสียในระยะยาวได้อย่างมีประสิทธิภาพ
สำหรับผู้ที่ต้องการความมั่นใจในการเลือกใช้งาน วิวัฒน์ชัยค้าไม้ (ววช.) มีทินเนอร์ให้เลือกครบทุกประเภท ครอบคลุมทั้งงานไม้ งานเหล็ก งานพ่นสี และงานอุตสาหกรรม จากแบรนด์คุณภาพอย่าง TOA, Beger และแบรนด์มาตรฐานอื่น ๆ พร้อมคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ เพื่อให้งานสีของคุณได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดทั้งด้านคุณภาพและความคุ้มค่าในระยะยาว

Google Map
Line
Line
Google Map