ใช้ทินเนอร์ผิดประเภท จะเกิดอะไรขึ้น? ปัญหางานสีที่ช่างต้องรู้

Table of Contents

             ทินเนอร์ เป็นหนึ่งในวัสดุที่ถูกใช้งานบ่อยที่สุดในงานสี แต่กลับเป็นสิ่งที่ถูกเข้าใจผิดมากที่สุดเช่นกัน ช่างจำนวนไม่น้อยเลือกใช้ทินเนอร์จาก “ความเคยชิน” หรือ “ของที่มีอยู่หน้างาน” โดยไม่รู้ว่าการใช้ ทินเนอร์ผิดประเภท สามารถส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพงานสี ทั้งเรื่องความเงา ความเรียบ การยึดเกาะ และอายุการใช้งานของฟิล์มสี ในบทความนี้เราจะพาไปเจาะลึกว่า ถ้าใช้ทินเนอร์ผิด จะเกิดอะไรขึ้นบ้าง พร้อมอธิบายแบบเข้าใจง่าย ว่าทำไมงานสีถึงพัง และช่างควรรู้อะไรเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาเหล่านี้ในระยะยาว

1.ปัญหางานสีที่พบบ่อย เมื่อใช้ทินเนอร์ผิดประเภท

การใช้ ทินเนอร์ผิดประเภท ไม่ได้ทำให้งานเสียแค่ “ความสวย” แต่กระทบถึง “โครงสร้างฟิล์มสี” ตั้งแต่ตอนผสมจนถึงตอนแห้ง และปัญหาหลายอย่างจะ ไม่ออกทันที แต่ไปออกตอนใช้งานจริง เช่น เช็ดแล้วหลุด โดนน้ำแล้วเป็นฝ้า หรือโดนแดดแล้วซีดเร็ว

1.1 สีไม่เงา / เงาไม่สุด

อาการที่เจอบ่อย

  • พ่นออกมาเหมือนเงา แต่พอแห้งจริงกลับ “ด้าน”

  • เงาไม่สม่ำเสมอ บางจุดเงา บางจุดหม่น

  • เงาดูตื้น ๆ ไม่ใส ไม่ลึก (โดยเฉพาะงานเคลือบไม้)

ทำไมทินเนอร์ผิดถึงทำให้ไม่เงา

  • ความเงาของสี/แลคเกอร์/PU ไม่ได้เกิดจาก “ความแพงของสี” อย่างเดียว แต่เกิดจาก “ผิวฟิล์มที่เรียบระดับไมครอน”

  • ถ้า ทินเนอร์ระเหยเร็วเกินไป ฟิล์มจะ “เซตตัวก่อนที่ผิวจะไหลเรียบ” ทำให้เกิดผิวขรุขระเล็ก ๆ (มองไม่เห็นด้วยตา แต่ทำให้แสงสะท้อนกระจาย) เงาเลยหาย

  • ถ้า ทินเนอร์ระเหยช้าเกินไป ผิวจะ “หย่อน/ไหล” เกิดการยุบตัวหรือเกิดชั้นฟิล์มที่ไม่เสถียร ทำให้เงาดูหม่นและไม่คม

วิธีแก้/ป้องกัน

  • ใช้ทินเนอร์ “ตรงชนิดสี” และตรงระบบ (เช่น PU กับ PU Thinner)

  • คุมสภาพแวดล้อม: อากาศร้อนมาก/ลมแรง → ระเหยเร็วขึ้น เงาตกง่าย

  • ผสมตามสัดส่วนผู้ผลิต ไม่เพิ่มทินเนอร์ “เพื่อให้พ่นง่าย” จนฟิล์มบางเกิน

1.2 สีด่าง / ผิวส้ม (Orange Peel) / ผิวไม่เรียบ

อาการที่เจอบ่อย

  • ผิวเป็นคลื่น เหมือนผิวส้ม ไม่เรียบเนียน

  • สีด่างเป็นปื้น ๆ คล้าย “ละอองจับไม่เท่ากัน”

  • ผิวไม่สม่ำเสมอ โดยเฉพาะบริเวณขอบหรือมุมงาน

สาเหตุหลักจากทินเนอร์ผิด

  • ทินเนอร์มีหน้าที่ช่วย “คุมการไหล” และ “แรงตึงผิว” ของสี

  • ถ้าใช้ทินเนอร์ที่สูตรไม่เข้ากัน สีจะ กระจายตัวไม่ดี ละอองที่พ่นออกมาจะไม่ “หลอมรวม” กันบนผิวงาน

  • ระเหยเร็วไป  เม็ดสี/ละอองเริ่มแห้งกลางอากาศ พอเกาะชิ้นงานแล้วไม่รวมตัว เกิดผิวส้ม

  • ระเหยช้าไป  สีไหลรวมกันมากเกิน เกิดผิวคลื่นหรือด่างจากการเซตตัวไม่เท่ากัน

วิธีแก้/ป้องกัน

  • ใช้ทินเนอร์ที่ “แนะนำสำหรับงานพ่น/งานทา” ตามชนิดสี

  • อย่าผสมข้ามระบบ (เช่นเอาทินเนอร์ทั่วไปไปใส่แลคเกอร์/PU)

  • ทดลองพ่นบนแผ่นทดสอบก่อนทุกครั้ง โดยเฉพาะงานโครงการ/งานเฟอร์นิเจอร์ชิ้นใหญ่

1.3 ฟิล์มสีแตก / ล่อน / ร่อนเป็นแผ่น

อาการที่เจอ

  • สีลอกเป็นแผ่นเมื่อโดนความชื้นหรือโดนแดด

  • ใช้งานไปสักพักเริ่มแตกร้าวเป็นเส้น ๆ

  • ขูดนิดเดียวหลุด หรือเทปกาวแปะแล้วดึงหลุดเป็นแผ่น

ทำไมทินเนอร์ผิดถึงทำให้ฟิล์มล่อน

  • ฟิล์มสีที่ดีต้อง “ยึดเกาะผิว” และ “แข็งตัวเป็นโครงสร้างที่ถูกต้อง”

  • ทินเนอร์ผิดประเภทอาจทำให้:

    1. ฟิล์มสี “แข็งตัวผิดสูตร”  ภายนอกเหมือนแห้ง แต่ภายในยังอ่อน หรือแข็งไม่เท่ากัน

    2. ฟิล์มสี “หดตัว” มากเกิน เกิดแรงดึงจนแตกหรือหลุด

    3. สี “กัดชั้นเดิม” หรือทำให้ชั้นรองพื้นเสีย  ยึดเกาะลดลง

วิธีแก้/ป้องกัน

  • เลือกทินเนอร์ให้ตรงชนิดสี และตรงงาน (รองพื้น/ทับหน้า)

  • เตรียมผิวให้สะอาด (ฝุ่น/ไขมัน/ความชื้น = ศัตรูฟิล์มสี)

  • ถ้าเป็นระบบ 2K/PU/Epoxy ยิ่งต้องใช้ทินเนอร์เฉพาะสูตร เพราะเกี่ยวกับการเซตตัวของฟิล์ม

1.4 สีแห้งช้า เหนียว จับฝุ่น

อาการที่เจอ

  • ผ่านไปหลายชั่วโมงยัง “เหนียวมือ”

  • ฝุ่นจับง่ายมาก ผิวหมองเร็ว

  • พอปิดงานแล้วมีรอยนิ้วหรือรอยผ้าติด

สาเหตุจากทินเนอร์ผิด

  • ทินเนอร์ผิดอาจทำให้ “ระบบการแห้ง” ของสีผิดปกติ

  • บางชนิดระเหยช้าเกิน ทำให้สีเซตไม่ทัน

  • บางชนิดไปรบกวนปฏิกิริยาแข็งตัวของสี (โดยเฉพาะระบบ PU/2K/Epoxy) ทำให้ “แห้งหลอก” คือด้านบนแห้ง แต่ข้างในยังไม่แข็งแรง

วิธีแก้/ป้องกัน

  • ยึดสเปกผู้ผลิตเรื่องสัดส่วนผสม

  • หลีกเลี่ยงการเพิ่มทินเนอร์เพื่อ “ประหยัดสี” เพราะมักทำให้ฟิล์มอ่อนและเหนียว

  • คุมความชื้น/อุณหภูมิ: ความชื้นสูงทำให้แห้งช้าและเสี่ยงฝ้าขาว (บางระบบ)

2.ตัวอย่างจริง: ใช้ทินเนอร์ผิดกับสีแต่ละชนิด

2.1 สีแล็กเกอร์ + ทินเนอร์ทั่วไป

ทำไมมีปัญหา

  • สีแล็กเกอร์ต้องการทินเนอร์ที่ช่วยให้ “ละลายเรซิน” และ “ระเหยตามจังหวะ” เพื่อให้ผิวใสและเรียบ

  • ทินเนอร์ทั่วไปบางสูตรละลายได้ไม่สมบูรณ์ ทำให้สี “แตกตัว” หรือ “ฟิล์มไม่ใส”

ผลที่เห็น

  • แห้งไม่สม่ำเสมอ

  • เงาไม่ขึ้น ผิวหม่น

  • บางงานเกิดผิวส้มได้ง่าย

2.2 สี PU + ทินเนอร์แล็กเกอร์

ทำไมถึงเสี่ยงมาก

  • PU เป็นระบบที่เน้นความแข็งแรงและการเซตตัวที่ถูกจังหวะ

  • ทินเนอร์แล็กเกอร์ระเหยไวเกินไปสำหรับ PU หลายกรณี ทำให้ผิว “เซตเร็วผิดจังหวะ” ฟิล์มอาจแข็งไม่เท่ากัน

ผลที่เห็น

  • ฟิล์มสีแตกร้าวภายหลัง

  • เงาไม่ลึก

  • ความทนลดลง (เช็ด/ขัดแล้วเป็นรอยง่าย)

3.งานไม้ งานเหล็ก งานพ่นรถ ใช้ทินเนอร์ผิดต่างกันอย่างไร

3.1 งานไม้

งานไม้เป็นงานที่ให้ความสำคัญกับ “ความสวยของผิวงาน” เป็นอันดับแรก ไม่ว่าจะเป็นความเรียบ ความเงา หรือความสม่ำเสมอของฟิล์มสี เนื่องจากไม้มีรูพรุนตามธรรมชาติและดูดซึมสีได้ง่าย หากเลือกใช้ทินเนอร์ผิดประเภท เช่น ทินเนอร์ที่ระเหยเร็วหรือช้าเกินไป จะทำให้ฟิล์มสีไหลตัวไม่สมบูรณ์ ส่งผลให้ผิวสีไม่เรียบ เกิดผิวส้ม สีด่าง หรือเงาไม่ขึ้นอย่างที่ควร แม้จะใช้สีเกรดดีแค่ไหนก็ตาม ดังนั้นงานไม้จึงต้องใช้ทินเนอร์ที่ช่วยควบคุมการไหลของสีได้ดี เพื่อให้ผิวงานออกมาสวย ใส และดูมีมิติ

3.2 งานเหล็ก

งานเหล็กแตกต่างจากงานไม้ตรงที่หัวใจสำคัญคือ “การยึดเกาะ” และ “การป้องกันสนิมในระยะยาว” ทินเนอร์มีบทบาทสำคัญตั้งแต่ขั้นตอนสีรองพื้น หากใช้ทินเนอร์ผิดสูตร อาจทำให้สีรองพื้นไม่สามารถยึดเกาะผิวเหล็กได้เต็มประสิทธิภาพ ฟิล์มสีอาจดูเหมือนเรียบในช่วงแรก แต่เมื่อใช้งานไปสักระยะ จะเริ่มเกิดปัญหาสีล่อนเป็นแผ่น หรือสนิมดันสีจากด้านใน ส่งผลให้งานต้องซ่อมใหม่เร็วกว่าที่ควร งานเหล็กจึงต้องเลือกทินเนอร์ที่สนับสนุนการยึดเกาะและไม่รบกวนคุณสมบัติกันสนิมของสี

3.3 งานพ่นรถ หรือ งานพ่นเกรดสูง

งานพ่นรถถือเป็นงานที่ต้องการ “ความสม่ำเสมอและความสมบูรณ์ของผิวสี” ในระดับสูงมาก เพราะความเงา ความเรียบ และความลึกของสีสามารถมองเห็นความแตกต่างได้ทันทีด้วยตาเปล่า หากใช้ทินเนอร์ผิดเพียงเล็กน้อย จะเกิดปัญหาอย่างผิวส้ม เงาไม่ลึก สีด่าง หรือฟิล์มสีไม่แข็งแรง ซึ่งส่งผลต่อทั้งความสวยและความทนทานในระยะยาว งานพ่นรถจึงเป็นงานที่เห็นผลเสียจากการใช้ทินเนอร์ผิดประเภทชัดเจนที่สุด และจำเป็นต้องใช้ทินเนอร์ที่ออกแบบมาสำหรับงานพ่นโดยเฉพาะ เพื่อให้สีไหลตัวสวย เซตตัวถูกจังหวะ และได้ผิวงานระดับมืออาชีพ

 

 

                    การใช้ ทินเนอร์ผิดประเภท ไม่ใช่เรื่องเล็ก แต่เป็นสาเหตุหลักของงานสีพังที่ช่างหลายคนมองข้าม ทินเนอร์ไม่ใช่แค่สารเจือจางสี แต่เป็นตัวกำหนดคุณภาพฟิล์มสีโดยตรง การเข้าใจชนิดของทินเนอร์ เลือกใช้ให้ถูกกับประเภทสี และใช้งานอย่างปลอดภัย จะช่วยให้งานสี สวย เงา ทน และคุ้มค่าในระยะยาว สำหรับช่างและเจ้าของบ้านที่ต้องการความมั่นใจ ปัจจุบันมีทินเนอร์คุณภาพให้เลือกหลากหลาย ทั้งจากแบรนด์อย่าง TOA และ Beger ซึ่งมีสูตรเฉพาะสำหรับงานแต่ละประเภท ช่วยลดความเสี่ยงงานพัง และยกระดับคุณภาพงานสีได้อย่างมืออาชีพ

Google Map
Line
Line
Google Map