พื้นไม้ (Wood Floor)
5 ประเภทพื้นไม้ ของ Vk Floor
ตอบโจทย์ ทุกประเภทพื้นไม้ ทุกลายการติดตั้ง เฉดสีพื้นไม้มากกว่า 100 สี ให้เลือกแต่งห้องได้ตามสไตล์ พร้อมให้บริการปรึกษาติดตั้งพื้นไม้ฟรี
กระเบื้องยางSPC
วัสดุ แกนกลาง Virgin Vinyl 100% + Calcium Carbonate ทนน้ำ ทนปลวก
พื้นไวนิล
วัสดุแกนกลาง Virgin Vinyl 100% ทนน้ำ ทนปลวก Hygiene Floor Tech / Isocore / Acoustic Board
พื้นลามิเนต
วัสดุแกนกลาง Swiss HDF Board ผลิตและใช้ไม้จากประเทศสวิสเซอร์แลนด์ 100% ตามมาตราฐานยุโรป
พื้นไม้เอ็นจิเนียร์
วัสดุแกนกลาง ไม้อัดสลับชั้น สลับเสี้ยนทางวิศวะกรรม ปิดผิวไม้โอ๊คจริงหนา 3 มิล ให้ผิวสัมผัสนุ่มลึกเป็นเอกลักษณ์
พื้นไม้คอมพาวด์
วัสดุแกนกลาง 3 Solid Wood Layer ผลิตจากยุโรป 100% ปิดผิว ไม้โอ๊คหนา 3.5มิล ยาวเริ่มต้น 2.2-4 เมตร สูงสุดในตลาด
Vk Top Floor
พื้นSPC
Allure
พื้นไวนิล
Kronosiwss
พื้นลามิเนต
Imondi
พื้นไม้เอ็นจิเนียร์
Boen
พื้นไม้คอมพาวด์
1. พื้นไม้มีกี่ประเภท และแต่ละประเภทคืออะไร
พื้นไม้ที่ใช้ในบ้านและโครงการส่วนใหญ่มีหลายประเภท และแต่ละประเภทให้ความคงทน ความรู้สึก และการใช้งานที่ต่างกันไป โดยสามารถแบ่งหลัก ๆ ได้เป็น:
1.1 พื้น SPC (Stone Plastic Composite)
พื้น SPC เป็นพื้นไม้สังเคราะห์ที่มีส่วนผสมของหินและพลาสติก ทำให้แข็งแรง ทนต่อการยืดหด และทนความชื้นได้สูง เหมาะกับบริเวณครัว ห้องน้ำ และพื้นที่ที่มีโอกาสสัมผัสน้ำบ่อย ๆ
1.2 พื้นไวนิลลายไม้ (Vinyl Flooring)
พื้นไวนิลเป็นวัสดุสังเคราะห์ที่ให้ลายไม้ เหมาะกับพื้นที่ที่ต้องการความนุ่มสบายเท้า และมีความยืดหยุ่นสูง ทนต่อน้ำและความชื้นได้ดีกว่าพื้นไม้ทั่วไป เหมาะสำหรับบ้านที่มีเด็กและผู้สูงอายุหรือพื้นที่ที่มีการเดินบ่อย ๆ
1.3 พื้นลามิเนต (Laminate Flooring)
พื้นลามิเนตเป็นไม้สังเคราะห์ทำจากชั้นวัสดุหลายชั้น โดยชั้นบนสุดจะเป็น Wear Layer ที่ป้องกันรอยขีดข่วนตามการใช้งานจริง เหมาะกับพื้นที่ทั่วไปในบ้านที่ต้องการลายไม้สวย แต่ต้องระวังเรื่องความชื้นเพราะอาจทำให้บวมได้ หากโดนน้ำเป็นเวลานาน
1.4 พื้นไม้เอ็นจิเนียร์ (Engineered Wood Flooring)
พื้นไม้เอ็นจิเนียร์เป็นไม้จริงที่ประกอบขึ้นจากหลายชั้น เพื่อให้มีความคงตัวมากกว่าไม้จริงทั่วไป และยังคงให้ลุคไม้ธรรมชาติ แต่ทนต่อการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิและความชื้นได้ดีกว่า นอกจากนี้ยังติดตั้งได้ง่ายและสวยงามเหมือนไม้จริง
1.6 พื้นไม้คอมพาวด์ (Compound Wood)
Compound Wood คือ ไม้จริงเต็มชั้น 3 ชั้น ถูกอัดประสานกันด้วยเทคนิคเฉพาะเพื่อให้ได้แผ่นไม้พื้นที่มีความ แข็งแรงและเสถียรขึ้น โดยแต่ละชั้นจะจัดเรียงเสี้ยนไม้ในทิศทางต่างกันเพื่อลดการยืดตัวหรือบิดโก่งจากความชื้นและอุณหภูมิขณะใช้งานจริง ทั้งนี้ ชั้นบนสุดเป็นไม้จริงที่มองเห็นได้เมื่อปูพื้น ทำให้ได้ลายไม้ธรรมชาติพร้อมคุณสมบัติการใช้งานที่ดีขึ้นกว่าพื้นไม้จริงแผ่นเดียวทั่วไป
1.7 พื้นไม้จริง (Solid Wood Flooring)
เป็นไม้ธรรมชาติ 100% ให้ลักษณะลวดลายไม้แท้และความสวยงามเฉพาะตัว เหมาะกับพื้นที่ภายในอาคาร เช่น ห้องนั่งเล่น ห้องนอน แต่ต้องระวังเรื่องการบวมและการเปลี่ยนรูปจากความชื้นหากไม่มีการดูแลอย่างเหมาะสม เนื่องจากไม้จริงจะ “ขยายตัว/หดตัว” ตามสภาพอากาศได้ง่ายกว่าวัสดุอื่น ๆ
2. มาตราฐาน ที่ควรรู้ก่อนเลือกติดตั้ง พื้นไม้มีอะไรบ้าง
การเลือกพื้นไม้ไม่ควรพิจารณาแค่ลวดลายหรือสี แต่ยังต้องคำนึงถึงระดับ ความทนต่อการสึกหรอ และ การใช้งานจริงด้วย ซึ่งค่าที่ต้องรู้มีดังนี้
2.1 AC Rating คืออะไร?
AC Rating (Abrasion Class) คือระบบที่ใช้วัดความทนทานของพื้นไม้ โดยเฉพาะพื้นลามิเนตและพื้นสังเคราะห์ ซึ่งบอกระดับความสามารถของพื้นในการทนต่อการขีดข่วนและการสึกหรอจากการใช้งานจริง โดยทั่วไปแบ่งเป็น:
AC1 — ใช้งานเบา (เช่น ห้องนอน)
AC2 — ใช้งานปานกลาง (ห้องนั่งเล่น)
AC3 — ใช้งานหนัก (ห้องครัว/พื้นที่ส่วนกลาง)
AC4–AC5 — พื้นที่ใช้งานเชิงพาณิชย์ ฯลฯ
ยิ่ง AC สูง ความคงทนก็ยิ่งดี และเหมาะกับการใช้งานในพื้นที่ที่มีการเดินผ่านบ่อย ๆ มากขึ้น
2.2 Utilization Class
Utilization Class คือระดับการใช้งานที่บอกว่า flooring เหมาะกับการใช้งานประเภทใด เช่น บ้านที่มีคนเดินมาก ห้องโถงอาคาร หรือสถานที่เชิงพาณิชย์ ค่าเหล่านี้ช่วยให้คุณเลือกพื้นไม้ที่มีความแข็งแรงพอสำหรับการใช้งานจริงได้
2.3 Wear Layer คืออะไร?
Wear Layer คือชั้นบนสุดของพื้นไม้สังเคราะห์ เช่น พื้นลามิเนต หรือพื้น SPC ที่ทำหน้าที่ปกป้องพื้นจากรอยขีดข่วน, เฟอร์นิเจอร์ลากผ่าน หรือรอยส้นสูง โดย Wear Layer ที่หนาและแข็งแรงจะช่วยให้พื้นไม้คงสภาพสวยงามได้นานกว่าในการใช้งานจริง
2.4 มาตรฐาน E1 ในพื้นไม้คืออะไร และทำไมสำคัญ
มาตรฐาน E1 คือมาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับ การปล่อยสารฟอร์มัลดีไฮด์ (Formaldehyde) ซึ่งเป็นสารที่อาจส่งผลต่อคุณภาพอากาศภายในอาคารหากมีการปล่อยออกมาในปริมาณสูงเกินไป โดยมาตรฐาน E1 หมายถึงการปล่อยสารฟอร์มัลดีไฮด์ในระดับต่ำและปลอดภัยต่อการอยู่อาศัยและใช้ชีวิตในอาคารทั่วไป, ซึ่งเป็นมาตรฐานที่ได้รับการยอมรับในยุโรป
4. วิธีเลือกพื้นไม้ให้เหมาะกับพื้นที่ในปี 2026
การเลือกพื้นไม้ที่เหมาะกับบ้านหรือโครงการไม่ได้ดูแค่ความสวยงาม แต่ต้องคำนึงถึง “ฟังก์ชันการใช้งานจริง” เช่น:
4.1 พื้นที่ที่มีแรงเดินผ่านสูง
เลือกพื้นที่มี AC rating สูง และ Wear Layer แข็งแรง เช่น SPC หรือพื้นลามิเนตระดับ AC4–AC5
4.2 พื้นที่เปียกชื้น
เลือกพื้น SPC หรือพื้นไวนิลที่ทนต่อความชื้นได้ดี
4.3 พื้นที่พักอาศัยทั่วไป
พื้นลามิเนต AC2–AC3 หรือพื้นไม้เอ็นจิเนียร์ที่ให้ลายไม้ธรรมชาติเป็นตัวเลือกที่ดี
4.4 อย่าลืมมาตรฐาน VOC / E1
เลือกพื้นไม้หรือพื้นสังเคราะห์ที่มีมาตรฐานเกี่ยวกับ VOC ต่ำ เพื่อสุขภาพที่ดีของผู้อยู่อาศัย
5.ติดตั้งพื้นไม้ สามารถทำได้กี่แบบ ในปี 2026
การติดตั้งพื้นไม้มีหลายวิธี ซึ่งแต่ละแบบมีข้อดีและเหมาะกับวัสดุพื้นไม้แต่ละประเภท โดยวิธีติดตั้งหลักที่นิยมใช้ในปี 2026 มีดังนี้ 👇
5.1. Floating Installation (ปูแบบลอยตัว)
เป็นวิธี “ไม่ยึดติดกับพื้นเดิม” โดยใช้การคลิกล็อกหรือระบบ Tongue-and-Groove ให้แผ่นไม้ “ลอย” อยู่บน Underlayment (แผ่นรองพื้น) ซึ่งช่วยลดเสียงและแรงสั่นสะเทือน เหมาะกับพื้นไม้ลามิเนต, SPC และพื้นไวนิลแบบคลิกล็อก โดยไม่ต้องใช้กาวหรือสกรูในการติดตั้งจริง
จุดเด่น: ติดตั้งเร็ว ทำเองได้ ใช้ซ้ำได้หากย้ายพื้นที่
เหมาะกับ: พื้นลามิเนต, SPC, พื้นไวนิล
5.2 Glue-Down (ติดกาวเต็มพื้นที่)
วิธีนี้จะใช้ “กาวเฉพาะงานปูพื้น” ยึดไม้เข้ากับพื้นคอนกรีตหรือพื้นระดับอื่น ๆ ซึ่งช่วยให้พื้นแน่นและเรียบเสมอกัน เหมาะกับพื้นไม้เอ็นจิเนียร์บางชนิด และพื้นไวนิลที่ต้องการความแข็งแรงเป็นพิเศษ
จุดเด่น: ให้ความแข็งแรงสูง
เหมาะกับ: พื้น SPC, ไวนิลแบบติดกาว, เอ็นจิเนียร์
5.3 Nail-Down / Staple-Down (ตอกตะปู/สกรู)
เป็นวิธีดั้งเดิมสำหรับพื้นไม้จริงหรือพื้นไม้เอ็นจิเนียร์ที่หนา ๆ โดยใช้ ตะปูหรือสกรูยึด ลงบนพื้นไม้ชั้นล่างหรือพื้นยิบซั่มเพื่อความแน่นหนาและยาวนาน
จุดเด่น: เหมาะกับไม้จริงและพื้นหนา
เหมาะกับ: พื้นไม้จริง, เอ็นจิเนียร์หนา
6.ตารางเปรียบเทียบพื้นไม้ครบทุกชนิด (อัปเดต 2026)
ด้านล่างเป็นการเปรียบเทียบพื้นไม้ยอดนิยมและพื้นไม้สังเคราะห์ พร้อมคุณสมบัติและการใช้งาน:
ตารางเปรียบเทียบพื้นไม้ครบทุกชนิด (อัปเดต 2026)
| ประเภทพื้นไม้ | วัสดุหลัก | ทนทาน | ทนน้ำ/ความชื้น | การดูแลรักษา | จุดเด่น | เหมาะกับพื้นที่ |
|---|---|---|---|---|---|---|
| Solid Wood (ไม้จริง) | ไม้ธรรมชาติ | สูง | ต่ำ | ต้องระวังน้ำ | ลายไม้แท้, เพิ่มมูลค่าบ้าน | ห้องนั่งเล่น, ห้องนอน |
| Engineered Wood (เอ็นจิเนียร์) | ไม้จริง + ชั้นเสริม | สูง | ปานกลาง | ต้องระวังน้ำ | ลายไม้ธรรมชาติ, เสถียรกว่าไม้จริง | บ้าน/คอนโดทั่วไป |
| Compound Wood (3 ชั้น) | ไม้จริง 3 ชั้น | สูง | ปานกลาง | ปานกลาง | ผิวไม้แท้ ปรับโครงสร้างให้คงตัว ลดการยืด/หดมากขึ้น | บ้าน, โรงแรม, โครงการ |
| Laminate | HDF + Wear Layer | ปานกลาง–สูง | ปานกลาง | ง่าย | ราคาคุ้ม, มี AC Rating | พื้นทั่วไป, ห้องนั่งเล่น |
| SPC | Stone Plastic Composite | สูง | สูง | ง่าย | ทนน้ำสูง, Click-lock | ครัว, ระเบียง, พื้นเปียก |
| Vinyl (LVP/LVT) | PVC | ปานกลาง | สูง | ง่ายที่สุด | ทนน้ำดี, ติดตั้งง่าย | ห้องน้ำ, ครัว, ระเบียง |
7.เลือกพื้นไม้แบบไหนดีที่สุด
คำว่า “ดีที่สุด” สำหรับพื้นไม้จึงไม่ได้มีคำตอบเดียว เพราะขึ้นอยู่กับปัจจัยการใช้งานจริงของแต่ละพื้นที่ แต่สามารถแนะนำตามประเภทการใช้งานหลักได้ดังนี้:
7.1 การใช้งานทั่วไปภายในบ้าน
พื้นลามิเนตและพื้นไวนิลเป็นตัวเลือกที่คุ้มค่า เพราะติดตั้งง่ายและดูแลรักษาง่าย ส่วนลามิเนตมีระดับ AC rating ช่วยให้เลือกความคงทนตามพื้นที่ใช้งานได้
7.2 พื้นที่สัมผัสน้ำหรือห้องเปียก
พื้น SPC และพื้นไวนิลมีคุณสมบัติทนน้ำและความชื้นสูง โดย SPC มีโครงสร้างที่แข็งแรงกว่าและไม่เสียรูปง่าย ทำให้เหมาะกับพื้นที่ที่มีโอกาสเปียกหรือพื้นที่ใช้งานหนักมากกว่าในระยะยาว
7.3 บ้านพักอาศัยหรือโครงการที่ต้องการความหรูหราและยืนยาว
พื้นไม้จริงหรือพื้นเอ็นจิเนียร์ช่วยให้ลุคธรรมชาติและคุณค่าทางสถาปัตยกรรม แต่ควรคำนึงถึงการดูแลรักษาและการควบคุมความชื้นให้เหมาะสม
ทางเลือกที่ “ดีที่สุด” คือการเลือกรุ่นและวัสดุที่ ตอบโจทย์การใช้งานจริง มากที่สุด ไม่ใช่เพียงความสวยงามหรือราคาถูกเพียงอย่างเดียว
8.เทคนิคการดูแลรักษาให้พื้นไม้สวยเหมือนใหม่
การดูแลพื้นไม้มีความสำคัญต่อการยืดอายุการใช้งานและรักษาความสวยงามของพื้น โดยมีหลักการดูแลที่เหมาะสมดังนี้:
8.1. ทำความสะอาดพื้นเป็นประจำ
พื้นไม้สังเคราะห์เช่น SPC และไวนิลสามารถทำความสะอาดได้ด้วยผ้าชุบน้ำบิดหมาด ในขณะที่พื้นลามิเนตควรหลีกเลี่ยงน้ำขัง เพื่อป้องกันการบวมน้ำของส่วนประกอบ [turn0search3].
8.2 ใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดที่เหมาะสม
เลือกน้ำยาทำความสะอาดที่เหมาะกับประเภทพื้นไม้ หากใช้สารเคมีที่แรงเกินไปอาจทำให้ผิว Wear Layer เสียหายได้
8.3 ป้องกันรอยขีดข่วนและแรงกระแทก
เพิ่มการใช้งานแผ่นรองหรือพรมในบริเวณที่มีการเดินผ่านบ่อย หลีกเลี่ยงการลากเฟอร์นิเจอร์โดยตรง
8.4 ตรวจสอบพื้นที่ติดตั้ง
พื้นที่ควรเรียบและแห้งก่อนติดตั้ง และในกรณีที่พื้นติดตั้งระบบคลิกล็อกต้องเว้นพื้นที่ด้านขอบสำหรับการขยายตัว
การดูแลรักษาที่เหมาะสมช่วยให้พื้นไม้เก็บสภาพเดิมได้ยาวนานและลดค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมหรือเปลี่ยนพื้นใหม่ในอนาคต
พื้นไม้ทั่วไปมีหลายประเภท เช่น พื้นไม้จริง (Solid Wood), พื้นเอ็นจิเนียร์, พื้นลามิเนต, พื้น SPC, และพื้นไวนิลลายไม้ โดยแต่ละชนิดมีคุณสมบัติและการใช้งานที่ต่างกันตามพื้นที่และงบประมาณของผู้ใช้
สำหรับพื้นที่ที่มีความชื้นสูง เช่น ห้องครัวหรือห้องที่ติดกับระเบียง แนะนำพื้น SPC หรือพื้นไวนิลที่ออกแบบมาให้ทนน้ำและความชื้นได้ดี
การติดตั้งพื้นไม้สามารถทำเองได้สำหรับระบบที่เป็น Floating หรือ Click Lock อย่างไรก็ตามหากใช้ช่างมืออาชีพก็อาจสามารถลดข้อผิดพลาด เสียเศษน้อย รวมไปถึงยืดอายุการใช้งานของพื้นไม้ได้ด้วยด้วย สำหรับพื้นไม้จริงที่จะต้องติดตั้งด้วยการปูกาวหรือบางระบบอาจต้องติดตั้งโดยช่างมืออาชีพเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีและลดปัญหาในระยะยาว
พื้นรองพื้นควรสะอาด แห้ง และเรียบ ไม่มีเศษวัสดุหรือความชื้นสูง เพราะพื้นไม้ไวต่อการยืดหดจากความชื้น การเตรียมพื้นที่ดีจะช่วยให้การติดตั้งแข็งแรงและสวยงาม
หลีกเลี่ยงการใช้น้ำมากเกินไปหรือสารเคมีรุนแรง เช่น น้ำยาที่มีสารกัดกร่อน เพราะอาจทำให้พื้นไม้บวมหรือชั้นเคลือบเสื่อมสภาพ ควรใช้ผลิตภัณฑ์เฉพาะสำหรับพื้นไม้และผ้านุ่มทำความสะอาดแทน
เหมาะ แต่ควรเลือกพื้นไม้ที่มี Wear Layer แข็งแรงหรือพื้น ลามิเนต หรือ ไวนิลที่ทนรอยขีดข่วนสูง พร้อมติดแผ่นกันรอยใต้ขาเฟอร์นิเจอร์เสริม เพื่อช่วยลดการขูดขีดจากเล็บสัตว์
ไม่มีคำตอบเดียวสำหรับ “พื้นไม้ดีที่สุด” เพราะแต่ละประเภทมีข้อดีแตกต่างกันตามพื้นที่ใช้งาน หากต้องการ ความสวยงามและมูลค่าบ้าน ไม้จริงหรือพื้นเอ็นจิเนียร์เป็นตัวเลือกที่ยอดนิยม หากต้องการ ทนทานต่อความชื้นกันรอยและดูแลง่าย พื้น SPC หรือไวนิลลายไม้มักเหมาะกว่า แต่ละชนิดต้องพิจารณาตามงบประมาณและฟังก์ชันของพื้นที่จริง
ราคาพื้นไม้ขึ้นอยู่กับประเภทและคุณภาพวัสดุเป็นหลัก พื้นลามิเนตและ SPC มักอยู่ในช่วงราคาที่ประหยัดกว่า ในขณะที่พื้นเอ็นจิเนียร์และไม้จริงมีราคาสูงกว่า โดยราคาไม้พื้นเทียมทั่วไปอาจเริ่มตั้งแต่ราว 300–1250 บาท/ตร.ม. ขึ้นไป ส่วนไม้เอ็นจิเนียร์คุณภาพดีและไม้จริงอาจอยู่ในระดับ 1,000–4,500 บาท/ตร.ม. ขึ้นอยู่กับชนิดไม้และคุณสมบัติของผลิตภัณฑ์
ริง ๆ แล้ว พื้นไม้ไม่ได้มีเพียงยี่ห้อเดียวที่ดีที่สุด เพราะคำว่า “ดีที่สุด” ขึ้นอยู่กับ ความต้องการของผู้ใช้แต่ละคน เช่น ต้องการความสวยงาม ทนทานต่อรอย น้ำหนักงบประมาณ หรือมาตรฐานด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อม แต่ถ้าพูดถึงตัวเลือกที่ตอบโจทย์ คุณภาพมาตรฐานการผลิตสูง, มาตรฐานสุขภาพ (เช่น E1/FloorScore), และมาตรฐานสิ่งแวดล้อม พร้อมทั้งการเลือกวัสดุระดับที่ได้รับการยอมรับในงานออกแบบและโครงการต่าง ๆ แบรนด์ที่ VK Floor By Viwatchaikamai คัดสรรและจัดจำหน่าย เป็นตัวอย่างที่เหมาะสม เพราะมีการคัดเลือกแบรนด์พื้นไม้ระดับโลก พร้อมรับรองมาตรฐานและบริการครบวงจรให้กับผู้ใช้งานจริง
พื้นไม้ Vk Floor ไม่ได้เป็นเพียงแค่พื้นไม้ทั่วไป แต่เป็นทางเลือกที่เหมาะกับผู้ที่ต้องการสินค้าที่ มีมาตรฐานสุขภาพและสิ่งแวดล้อมจริง เพราะสินค้าที่ Vk Floor นำเข้าและจัดจำหน่ายมีคุณภาพสูงและผ่านมาตรฐานด้านสุขภาพตามเกณฑ์ที่ยอมรับ พร้อมทั้งประสบการณ์ในวงการไม้กว่า 25 ปี จากบริษัท Viwatchaikamai ที่ส่งมอบงานพื้นไม้แล้วกว่า 10,000 ยูนิตทั่วประเทศและยังมีเครือข่ายโชว์รูมกว่า 14 สาขา ครอบคลุมทั่วประเทศ ทำให้ลูกค้าสามารถเลือกชมสินค้าและรับบริการได้สะดวกทุกพื้นที่
