การเลือก สีทาไม้ ไม่ถูกประเภทเป็นหนึ่งในสาเหตุหลักที่ทำให้งานไม้เสื่อมสภาพเร็วกว่าที่ควร ไม่ว่าจะเป็นสีลอก บวม แตกร้าว หรือซีดจางก่อนเวลา หลายครั้งปัญหาไม่ได้เกิดจากคุณภาพสี แต่เกิดจากการใช้ผิดสูตร ผิดประเภท หรือไม่เหมาะกับสภาพแวดล้อม บทความนี้จะพาคุณดูปัญหาที่พบบ่อย พร้อมแนวทางแก้ไขและวิธีป้องกันอย่างถูกต้อง
1.สีลอกเป็นแผ่น (Peeling)
1.1 สาเหตุ
ปัญหาสีลอกเป็นแผ่นมักเกิดจากการใช้สีทาไม้ผิดระบบ เช่น การนำสีสูตรน้ำไปทาทับบนสีสูตรน้ำมันโดยไม่ขัดพื้นผิวเดิมให้สะอาดและหยาบพอสำหรับการยึดเกาะ อีกสาเหตุหนึ่งคือการไม่ลงสีรองพื้นก่อนทาสีจริง ทำให้ฟิล์มสีไม่สามารถยึดติดกับผิวไม้ได้เต็มประสิทธิภาพ รวมถึงกรณีที่ผิวไม้มีความชื้นสะสมอยู่ภายใน เมื่อความชื้นดันตัวออกมาจากเนื้อไม้ จะทำให้ชั้นฟิล์มสีหลุดล่อนออกเป็นแผ่นในระยะเวลาไม่นานหลังทา
1.2 วิธีแก้ไข
การแก้ไขควรเริ่มจากการขัดสีเก่าออกให้หมดจนถึงเนื้อไม้ เพื่อกำจัดชั้นสีที่ยึดเกาะไม่สมบูรณ์ จากนั้นตรวจสอบความชื้นของไม้ให้แน่ใจว่าแห้งสนิทก่อนเริ่มทาสีใหม่ แล้วจึงลงสีรองพื้นที่เหมาะสมกับระบบสีที่เลือกใช้ เพื่อเพิ่มการยึดเกาะและเสริมความทนทานของชั้นสีทับหน้า
1.3 วิธีป้องกัน
เพื่อป้องกันปัญหานี้ ควรเลือกใช้สีสูตรเดียวกันทั้งระบบตั้งแต่รองพื้นจนถึงสีทับหน้า และอ่านคำแนะนำข้างกระป๋องทุกครั้งก่อนใช้งาน เพื่อให้มั่นใจว่าวิธีการเตรียมพื้นผิวและขั้นตอนการทาเป็นไปตามข้อกำหนดของผลิตภัณฑ์นั้น ๆ
2.สีบวม พอง หรือเกิดฟองอากาศ
2.1 สาเหตุ
ปัญหาสีบวม พอง หรือเกิดฟองอากาศมักเกิดจากการทาสีทับไม้ที่ยังมีความชื้นสะสมอยู่ภายใน เมื่อฟิล์มสีแห้ง ความชื้นที่ระเหยออกมาจะดันชั้นสีจนเกิดการพองตัว อีกสาเหตุหนึ่งคือการทาสีในช่วงอากาศร้อนจัดหรือมีความชื้นในอากาศสูงเกินไป ทำให้สีแห้งไม่สม่ำเสมอ นอกจากนี้ การใช้ตัวทำละลายไม่ตรงประเภทกับสีที่ใช้งาน อาจทำให้เกิดปฏิกิริยาที่ทำให้ฟิล์มสีเสียสภาพและเกิดฟองอากาศได้เช่นกัน
2.2 วิธีแก้ไข
ควรขูดหรือขัดบริเวณที่บวมออกจนถึงชั้นสีที่ยึดเกาะดี จากนั้นปล่อยไม้ให้แห้งสนิทก่อนเริ่มทาสีใหม่ และเลือกใช้สีทาไม้ที่เหมาะกับสภาพอากาศในช่วงเวลานั้น รวมถึงใช้ตัวทำละลายให้ตรงตามคำแนะนำของผู้ผลิต เพื่อให้ฟิล์มสีแห้งตัวอย่างสมบูรณ์และลดโอกาสเกิดปัญหาซ้ำ
2.3 วิธีป้องกัน
ควรหลีกเลี่ยงการทาสีในช่วงฝนตก อากาศชื้นจัด หรือแดดจัดเกินไป และตรวจสอบสภาพไม้ก่อนทุกครั้งว่าปราศจากความชื้นสะสม รวมถึงเตรียมพื้นผิวให้สะอาดและแห้งสนิทก่อนลงสี เพื่อให้การยึดเกาะของสีมีประสิทธิภาพสูงสุด
3.สีซีดเร็ว ไม่ทนแดด
3.1 สาเหตุ
ปัญหาสีซีดเร็วหรือไม่ทนแดดมักเกิดจากการเลือกใช้สีทาไม้ภายในไปใช้งานภายนอก ซึ่งสูตรภายในไม่ได้ออกแบบให้ทนต่อแสงแดดและรังสี UV โดยตรง นอกจากนี้ หากผลิตภัณฑ์ไม่มีสารป้องกันรังสี UV ฟิล์มสีจะเสื่อมสภาพเร็ว เกิดอาการสีดรอปหรือซีดจางภายในเวลาไม่นาน อีกปัจจัยหนึ่งคือการเลือกเฉดสีเข้มมากเกินไป เพราะสีเข้มมีคุณสมบัติดูดซับความร้อนสูง ทำให้ฟิล์มสีเสื่อมสภาพเร็วขึ้นเมื่อโดนแดดจัดเป็นเวลานาน
3.2 วิธีแก้ไข
ควรขัดผิวสีเดิมเบา ๆ เพื่อเปิดผิวให้พร้อมรับการทาสีใหม่ จากนั้นเลือกใช้สีทาไม้สูตรภายนอกที่มีคุณสมบัติกันแดดโดยเฉพาะ และควรตรวจสอบฉลากว่ามี UV Protection หรือ UV Absorber เพื่อเพิ่มความทนทานต่อแสงแดดและยืดอายุการใช้งานของพื้นผิวไม้
3.3 วิธีป้องกัน
ควรเลือกสีทาไม้ที่ระบุชัดเจนว่า “สำหรับภายนอก” และออกแบบมาเพื่อทนแดด ทนฝนโดยเฉพาะ รวมถึงเลือกเฉดสีที่เหมาะกับพื้นที่ใช้งาน เพื่อลดการสะสมความร้อนและช่วยให้สีคงความสวยงามได้นานยิ่งขึ้น
4. เชื้อราและคราบดำ
4.1 สาเหตุ
ปัญหาเชื้อราและคราบดำมักเกิดจากการไม่ลงรองพื้นกันเชื้อราก่อนทาสีจริง ทำให้พื้นผิวไม้ขาดชั้นป้องกันที่จำเป็น อีกทั้งไม้ที่มีการสะสมความชื้นจากฝน น้ำรั่วซึม หรือความชื้นใต้พื้น จะกลายเป็นแหล่งสะสมเชื้อราได้ง่าย โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีการระบายอากาศไม่ดี อับชื้น หรือโดนแดดไม่ทั่วถึง
4.2 วิธีแก้ไข
เริ่มจากทำความสะอาดพื้นผิวด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อราให้หมดจด จากนั้นขัดผิวบริเวณที่เกิดปัญหาออกจนถึงชั้นไม้ที่สะอาด แล้วลงรองพื้นกันเชื้อราก่อนทาสีใหม่ เพื่อสร้างชั้นป้องกันที่ช่วยลดการเกิดซ้ำในอนาคต
4.3 วิธีป้องกัน
ควรเลือกสีทาไม้ที่มีสารป้องกันเชื้อราในตัว และหมั่นตรวจสอบโครงสร้างบ้าน เช่น รอยแตกร้าว จุดรั่วซึม หรือบริเวณที่มีน้ำขัง เพื่อแก้ไขต้นตอของความชื้น เพราะการควบคุมความชื้นคือหัวใจสำคัญของการป้องกันเชื้อราในงานไม้ทุกประเภท
5.วิธีดูแลรักษางานไม้หลังทาสีให้สวย ทน และใช้งานได้ยาวนาน
5.1 ทำความสะอาดอย่างถูกวิธี
ควรเช็ดทำความสะอาดพื้นผิวไม้เป็นประจำ โดยใช้ผ้าแห้งหรือผ้าชุบน้ำหมาด ๆ หลีกเลี่ยงน้ำยาที่มีฤทธิ์กัดกร่อนหรือมีส่วนผสมของแอลกอฮอล์แรง ๆ เพราะอาจทำลายฟิล์มสีได้
5.2 หลีกเลี่ยงน้ำขังและความชื้นสะสม
น้ำขังคือศัตรูสำคัญของงานไม้ แม้จะทาสีมาอย่างดีแล้ว หากปล่อยให้น้ำขังเป็นเวลานาน อาจทำให้ความชื้นซึมเข้าสู่เนื้อไม้และเกิดปัญหาฟิล์มสีพอง บวม หรือเชื้อราได้
5.3 ตรวจสอบสภาพสีปีละครั้ง
อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง ควรตรวจดูรอยแตกร้าว รอยลอก หรือจุดที่สีเริ่มซีด โดยเฉพาะบริเวณที่โดนแดดและฝนโดยตรง หากพบจุดเสียหายเล็กน้อย ควรซ่อมเฉพาะจุดทันที เพื่อป้องกันการลุกลาม
5.4 ทาทับซ่อมบำรุงตามรอบการใช้งาน
งานไม้ภายในโดยทั่วไปควรบำรุงทุก 3–5 ปี ส่วนงานภายนอกอาจต้องดูแลทุก 2–3 ปี ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของสภาพอากาศ
5.5 ควบคุมสภาพแวดล้อมรอบงานไม้
สำหรับงานภายใน ควรรักษาระดับความชื้นในบ้านให้อยู่ในเกณฑ์เหมาะสม ไม่ให้ชื้นเกินไป โดยเฉพาะบ้านที่อยู่ใกล้น้ำหรือมีระบบปรับอากาศตลอดเวลา งานภายนอกควรตรวจสอบจุดรั่วซึม หลังคา หรือรางน้ำ เพื่อป้องกันน้ำไหลกระทบผนังไม้ซ้ำ ๆ
การดูแลรักษางานไม้หลังทาสีไม่ใช่เรื่องยุ่งยาก แต่ต้องทำอย่างสม่ำเสมอ การทำความสะอาดอย่างถูกวิธี หลีกเลี่ยงความชื้นสะสม ตรวจสอบสภาพสีประจำปี และซ่อมบำรุงตามรอบเวลา จะช่วยให้งานไม้ของคุณยังคงสวย เงางาม และใช้งานได้ยาวนานโดยไม่ต้องรื้อทำใหม่บ่อย ๆ ซึ่งนอกจากจะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในระยะยาวแล้ว ยังช่วยคงคุณภาพและภาพลักษณ์ของบ้านให้ดูดีอยู่เสมอ
หากคุณกำลังมองหา สีทาไม้ สีย้อมไม้ หรือผลิตภัณฑ์ดูแลรักษางานไม้คุณภาพสูง เลือกสินค้าที่ได้มาตรฐานจากแบรนด์ชั้นนำอย่าง TOA และ Beger พร้อมคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญที่เข้าใจงานไม้จริง ที่ วิวัฒน์ชัยค้าไม้ เรามีครบทั้งสีรองพื้น สีทาไม้ภายใน–ภายนอก สีย้อมไม้ รวมถึงอุปกรณ์งานสี เพื่อให้งานไม้ของคุณทั้งสวย ทน และดูดีในระยะยาว พร้อมให้คำปรึกษาเพื่อเลือกผลิตภัณฑ์ให้เหมาะกับงานของคุณมากที่สุด



