สีทาไม้คืออะไร? คู่มือรู้จักสีทาไม้ มีอะไรบ้างใช้อย่างไรให้เหมาะสม

Table of Contents

             บ้านที่มีงานไม้ ไม่ว่าจะเป็นประตู วงกบ พื้น ผนัง หรือเฟอร์นิเจอร์ ล้วนต้องการการปกป้องที่เหมาะสม เพราะไม้เป็นวัสดุธรรมชาติที่สวยงามแต่เปราะบางต่อสภาพแวดล้อม และสิ่งที่ขาดไม่ได้เลยคือ “ สีทาไม้ ” ซึ่งไม่ได้ทำหน้าที่เพียงเพิ่มความสวยงามให้พื้นผิวเท่านั้น แต่ยังทำหน้าที่เสมือนเกราะป้องกันไม้จากแสงแดด ฝน ความชื้น เชื้อรา และแมลง ศัตรูตัวจริงที่ค่อย ๆ ทำให้ไม้เสื่อมสภาพโดยที่เราอาจไม่ทันสังเกต ในบทความนี้จะพาคุณไปทำความรู้จักกับสีทาไม้อย่างละเอียด ตั้งแต่ประเภทของสี ความแตกต่างระหว่างสีทาไม้กับสีย้อมไม้ เทคนิคการเลือกให้เหมาะกับงานแต่ละรูปแบบ รวมถึงวิธีการทาที่ถูกต้องเพื่อให้ไม้สวยทน สู้แดด และใช้งานได้ยาวนานข้ามกาลเวลา

1.สีทาไม้ คืออะไร?

สีทาไม้ คือผลิตภัณฑ์เคลือบผิวที่ออกแบบมาเฉพาะสำหรับวัสดุไม้ โดยมีหน้าที่สำคัญในการป้องกันความชื้น ลดการแตกร้าวจากความร้อนและแสงแดด ป้องกันเชื้อราและแมลง รวมถึงช่วยเสริมความสวยงามให้ลายไม้ดูโดดเด่นยิ่งขึ้น เมื่อไม้ได้รับการเคลือบด้วยสีทาไม้ที่เหมาะสม จะช่วยยืดอายุการใช้งานและคงสภาพความแข็งแรงไว้ได้นานขึ้น ในทางกลับกัน หากไม่ใช้สีทาไม้เลย ไม้อาจเกิดการบวม แตก เปราะ หรือผุพังเร็วกว่าปกติหลายเท่า โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ต้องเผชิญกับแดดจัดและความชื้นสูงตลอดทั้งปี

2. สีทาไม้ มีกี่ประเภท?

โดยทั่วไป สีสำหรับงานไม้สามารถแบ่งตาม “หน้าที่และพื้นที่ใช้งาน” ได้ 4 กลุ่มหลัก ได้แก่ สีย้อมไม้, สีทาพื้นไม้, สีทาผนังไม้/งานภายนอก และแลคเกอร์ ซึ่งแต่ละประเภทถูกออกแบบให้รับสภาพการใช้งานต่างกัน ถ้าเลือกผิดกลุ่ม สีจะลอก ซีด หรือแตกร้าวเร็วกว่าปกติ

2.1 สีย้อมไม้ (Wood Stain)

สีย้อมไม้ คือสีที่มีลักษณะโปร่งแสงหรือกึ่งโปร่งแสง โดยเน้น “ซึมเข้าเนื้อไม้” และทำให้ลายไม้เด่นขึ้น ไม่ได้ทำหน้าที่ปิดผิวแบบทึบ จึงเหมาะมากกับไม้ที่ลายสวย เช่น ไม้สัก ไม้โอ๊ค ไม้วอลนัท ไม้แอช หรือไม้ที่ต้องการลุคอบอุ่นธรรมชาติ

จุดเด่นของสีย้อมไม้

  • โชว์ลายไม้ชัด ได้ฟีลไม้จริง ดูแพงและเป็นธรรมชาติ

  • สีเนียนไปกับเสี้ยนไม้ ช่วย “ขับลาย” ให้ดูมีมิติขึ้น

  • ฟิล์มยืดหยุ่นกว่า เหมาะกับงานไม้ที่มีการขยาย–หดตัวตามอุณหภูมิ

  • บำรุง/ปกป้องไม้ระดับหนึ่ง โดยเฉพาะสูตรที่มีสารช่วยกันชื้นและกัน UV (แล้วแต่สินค้า)

สีย้อมไม้แบ่งได้ 2 แนวใหญ่ (ตาม “ตัวทำละลาย”)

1) สีย้อมไม้สูตรน้ำมัน (Oil-based stain)

  • ซึมลึก สีแน่น โทนอุ่น

  • ทนสภาพอากาศได้ดี

  • กลิ่นแรงกว่า แห้งช้ากว่า

  • เหมาะกับงานที่ต้องการความทน และไม้ภายนอกบางประเภท (ควรมีเคลือบทับ)

2) สีย้อมไม้สูตรน้ำ (Water-based stain)

  • กลิ่นอ่อน แห้งไว ทำงานสะดวก

  • โทนสีมัก “ใส/สะอาด” กว่าสูตรน้ำมัน

  • เหมาะกับงานภายใน หรือบ้านที่ต้องการลดกลิ่นและจบงานเร็ว

ข้อควรรู้สำคัญ

  • สีย้อมไม้หลายรุ่น “ให้สี” แต่ ไม่ได้จบงาน ต้องมี เคลือบทับ (เช่น PU/ยูรีเทน/แลคเกอร์/เคลือบใส) เพื่อให้ทนรอยและทนความชื้นจริง

  • สีสวยหรือไม่ขึ้นกับ “การเตรียมผิว” มาก โดยเฉพาะไม้คนละชนิดดูดสีไม่เท่ากัน

2.2 สีทาพื้นไม้ (Wood Floor Coating)

พื้นไม้เป็นพื้นที่ “โดนใช้งานหนักที่สุด” ในบ้าน เพราะรับแรงกดทับ การเดิน ลากเก้าอี้ ถูทำความสะอาด และมีโอกาสเจอน้ำ/ความชื้นบ่อย จึงต้องใช้ สีทาพื้นไม้ ที่ออกแบบให้ฟิล์มสีแข็งแรงและทนการสึกหรอมากกว่า “สีทาไม้ทั่วไป” หรือ “สีย้อมไม้”

คุณสมบัติหลักของสีทาพื้นไม้

  • ทนรอยขีดข่วน จากรองเท้า เก้าอี้ ของเล่นสัตว์เลี้ยง

  • ทนแรงกระแทก ลดโอกาสฟิล์มแตก/ร่อน

  • ทนการถูทำความสะอาด ไม่หมองง่าย

  • ทนความชื้นและคราบ (ในระดับที่เหมาะกับพื้นไม้ ไม่ใช่กันน้ำ 100%)

ประเภทที่พบบ่อยของสีทาพื้นไม้

1) ยูรีเทน / โพลียูรีเทน (PU / Polyurethane)

  • ฟิล์มแข็ง ทนรอยดีมาก เหมาะกับพื้นใช้งานจริง

  • มีทั้งแบบเงา/กึ่งเงา/ด้าน

  • เหมาะกับบ้าน ครัวแห้ง โถง ทางเดิน คาเฟ่บางประเภท

2) Water-based Floor Finish (เคลือบพื้นสูตรน้ำ)

  • กลิ่นอ่อน แห้งไว เหมาะกับบ้านที่อยู่อาศัยระหว่างทำ

  • สีไม้จะออก “ใสสะอาด” และเหลืองน้อยกว่า

  • โดยรวมทนดี แต่ต้องเลือกเกรดที่ทำมาสำหรับ “พื้น” จริง ๆ

ข้อควรระวัง

  • ถ้าเอาสีทาผนังไม้/สีย้อมไม้ทั่วไปมาทาพื้น จะ เป็นรอยง่ายมาก และลอกไว

  • พื้นไม้บางชนิดควรมีการ เคลือบหลายชั้น เพื่อเพิ่มความทน (เช่น 2–3 ชั้น ตามระบบสี)

2.3 สีทาผนังไม้ และงานภายนอก

งานภายนอกคือ “สนามสอบของสี” เพราะโดน UV, ฝน, ความชื้น, อุณหภูมิร้อน–เย็น และเชื้อรา/ตะไคร่ สีทาผนังไม้สำหรับภายนอกจึงต้องมีคุณสมบัติ “เฉพาะทาง” มากกว่าแบบภายใน

คุณสมบัติที่ควรมองหาในสีทาผนังไม้ภายนอก

  • UV Protection ลดสีซีดและไม้แห้งกรอบ

  • กันเชื้อรา/ตะไคร่น้ำ โดยเฉพาะผนังทิศที่ไม่โดนแดด

  • ฟิล์มยืดหยุ่นสูง รองรับการขยาย–หดตัวของไม้ ลดการแตกร้าว

  • กันน้ำซึมแบบ Breathable คือกันน้ำจากภายนอก แต่ยังระบายความชื้นจากไม้ได้ (ช่วยลดบวม/พอง)

 เลือกให้เหมาะตาม “สภาพหน้างาน”

  • ผนังไม้โดนแดดจัดทั้งวัน  เน้น UV + ฟิล์มยืดหยุ่น

  • ผนังไม้ในจุดอับชื้น/ใกล้สวน  เน้นกันรา/กันตะไคร่

  • ระแนง รั้ว ไม้ภายนอก  เน้นความทนฝน + การบำรุง และรอบการทาซ้ำ

ถ้าเลือกผิดจะเกิดอะไร?

  • สีซีดเร็ว (โดยเฉพาะโทนเข้ม)

  • ฟิล์มแตกร้าวเป็นเส้นผม

  • สีลอกเป็นแผ่น เพราะความชื้นดันใต้ฟิล์ม

  • เกิดคราบดำ/ตะไคร่ภายใต้ชั้นสี

2.4 แลคเกอร์ (Lacquer)

แลคเกอร์ เป็นสี/เคลือบที่นิยมมากในงานเฟอร์นิเจอร์และงานบิลท์อินภายใน เพราะให้ผิวเรียบ เนียน และควบคุมความเงาได้สวย เหมาะกับงานที่ไม่ได้โดนแดดหรือฝนโดยตรง (เช่น ตู้ โต๊ะ เคาน์เตอร์ โครงบิลท์อิน)

จุดเด่นของแลคเกอร์

  • ผิวเนียนมาก ให้ลุคงานเฟอร์นิเจอร์ระดับโชว์รูม

  • มีทั้ง ใส (Clear) และ สีทึบ (Solid) แล้วแต่ระบบ

  • แห้งไวและทำงานได้เร็ว (โดยเฉพาะงานพ่น)

  • โชว์ลายไม้ได้ดี หากใช้แบบใส/กึ่งใส

แลคเกอร์เหมาะกับงานแบบไหน

  • เฟอร์นิเจอร์ไม้ภายใน

  • บิลท์อินในพื้นที่แห้ง

  • งานที่ต้องการผิวเนียนละเอียด

ข้อจำกัดสำคัญ

  • ไม่เหมาะกับภายนอก เพราะโดน UV แล้วมีโอกาสเสื่อมเร็ว

  • โดยมากต้องใช้ “การพ่น” เพื่อให้ผิวสวยสุด และลดรอยแปรง/รอยลูกกลิ้ง

  • ต้องใช้ตัวทำละลายและระบบให้ถูก (ทินเนอร์/สัดส่วน/เวลาแห้ง)

3.เทคนิคทาสีไม้ให้ติดทน

3.1 เตรียมพื้นผิวให้ดี มีชัยไปกว่าครึ่ง

สีทาไม้จะยึดเกาะได้ดีต่อเมื่อผิวไม้เรียบ สะอาด และแห้งสนิท ควรเริ่มจากการขัดผิวด้วยกระดาษทรายเบอร์ที่เหมาะกับงานเพื่อลบรอยขีดข่วนและเปิดผิวไม้ จากนั้นลบสีเก่าออกให้หมด เช็ดฝุ่นให้สะอาด และปล่อยให้ไม้แห้งสนิทก่อนลงสีใหม่ หากเป็นสีทาไม้แบบทึบ ควรลงสีรองพื้นทุกครั้งเพื่อเพิ่มการยึดเกาะ ป้องกันเชื้อรา และช่วยให้สีทับหน้าติดทนนานขึ้น

3.2 เลือกสีให้เหมาะกับลักษณะงาน

งานไม้แต่ละประเภทต้องการสีที่ออกแบบมาเฉพาะทาง งานที่ต้องการโชว์ลายไม้ควรใช้สีย้อมไม้เพื่อขับลายธรรมชาติให้โดดเด่น หากเป็นพื้นไม้ที่ต้องรับแรงกดทับและการเดินตลอดเวลา ควรใช้สีทาพื้นไม้ที่มีฟิล์มแข็งแรงเป็นพิเศษ ส่วนงานผนังไม้ภายนอกที่โดนแดดและฝนโดยตรงต้องใช้สีทาผนังไม้สูตรภายนอกที่มีสารป้องกัน UV และเชื้อรา การเลือกผิดประเภทจะทำให้สีซีด ลอก หรือแตกร้าวเร็วกว่าปกติ

3.3 สีคนละสูตรอยู่บนไม้เดียวกันไม่ได้

หนึ่งในความผิดพลาดที่พบบ่อยคือการใช้สีสูตรน้ำทาทับสีสูตรน้ำมัน หรือสลับกัน ซึ่งอาจทำให้สีบวม พอง หรือเกิดเชื้อราใต้ฟิล์มสีได้ หากไม่แน่ใจว่าสีเดิมเป็นสูตรใด สามารถใช้สำลีชุบแอลกอฮอล์ถูบนผิวไม้ หากมีสีติดออกมาแสดงว่าเป็นสูตรน้ำ แต่ถ้าไม่ติดมักเป็นสูตรน้ำมัน หากต้องการเปลี่ยนสูตร จำเป็นต้องขัดสีเดิมออกให้หมดก่อนเสมอ

3.4 สีรองพื้นและสีทับหน้าต้องเป็นระบบเดียวกัน

นอกจากสูตรน้ำกับสูตรน้ำมันจะใช้ร่วมกันไม่ได้แล้ว สีรองพื้นและสีทับหน้าควรใช้ตัวทำละลายชนิดเดียวกันด้วย เพราะตัวทำละลายต่างประเภทอาจทำปฏิกิริยากันจนเกิดอาการบวม แตก หรือลอกได้ง่าย การอ่านคำแนะนำข้างกระป๋องและเลือกใช้สีในระบบเดียวกันทั้งชุดจะช่วยลดความเสี่ยงและเพิ่มความทนทานของงานไม้ได้อย่างมาก

3.5 เวลาการทาซ้ำสำคัญมาก

การทาสีไม้ควรทาอย่างน้อย 2 รอบขึ้นไปเพื่อให้ฟิล์มสีหนาและสม่ำเสมอ โดยเว้นระยะห่างระหว่างรอบประมาณ 6–8 ชั่วโมง หรือจนกว่าสีจะแห้งสนิทตามคำแนะนำของผู้ผลิต หากมีการเคลือบปิดท้าย ควรเผื่อเวลาให้แห้งเต็มที่ประมาณ 72 ชั่วโมงก่อนใช้งานหนัก เช่น การเดินบนพื้นหรือวางของ เพื่อให้ฟิล์มสีเซ็ตตัวสมบูรณ์และทนทานในระยะยาว

4.ปัญหาที่พบบ่อยเมื่อใช้สีทาไม้ผิดประเภท

4.1 สีลอก แตกร้าว หรือพองบวม

4.2 เชื้อราและตะไคร่น้ำขึ้นใต้ชั้นสี

4.3 สีซีดเร็ว เมื่อเจอแดด

4.4 ฟิล์มสีแข็งเกินไป จนแตกร้าว

4.5 พื้นไม้เป็นรอยง่าย เพราะใช้สีผิดชนิด

5.สีทาไม้ vs สีย้อมไม้ ต่างกันยังไง?

  • สีทาไม้ เป็นสีทึบ สร้างฟิล์มเคลือบปิดผิวไม้ ช่วยปกปิดลายเดิมและคุมเฉดสีได้ชัด เหมาะกับงานที่ต้องการสีเรียบสม่ำเสมอ เช่น บานประตู บิ้วอิน หรือผนังไม้

  • สีย้อมไม้ เป็นสีโปร่งแสง ซึมลงในเนื้อไม้และโชว์ลายธรรมชาติ เหมาะกับงานที่ต้องการความสวยแบบไม้จริง เช่น ไม้สัก ไม้โอ๊ค ระแนง หรือบ้านสไตล์ธรรมชาติ

6.ซื้อสีทาไม้ร้านไหนดี?

หากกำลังมองหาว่าซื้อสีทาไม้ร้านไหนดี แนะนำเลือกซื้อกับร้านที่มีสินค้าครบ เลือกได้หลากหลาย และมีคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญโดยตรง ที่ วิวัฒน์ชัยค้าไม้ มีสีทาไม้คุณภาพดีครบทุกประเภท ทั้งสำหรับงานภายใน ภายนอก งานพื้น และงานเฟอร์นิเจอร์ พร้อมจำหน่ายแบรนด์ชั้นนำอย่าง TOA และ Beger ที่ได้รับความไว้วางใจในวงการงานไม้และงานก่อสร้างมายาวนาน ลูกค้าสามารถเลือกเฉดสีและสูตรที่เหมาะกับลักษณะงานได้ครบจบในที่เดียว พร้อมรับคำปรึกษาเพื่อให้ได้ระบบสีที่ติดทน สวยนาน และคุ้มค่าที่สุดสำหรับบ้านหรือโครงการของคุณ