พื้นไม้ (Wood Floor)

5 ประเภทพื้นไม้ ของ Vk Floor 

ตอบโจทย์ ทุกประเภทพื้นไม้ ทุกลายการติดตั้ง เฉดสีพื้นไม้มากกว่า 100 สี ให้เลือกแต่งห้องได้ตามสไตล์ พร้อมให้บริการปรึกษาติดตั้งพื้นไม้ฟรี

กระเบื้องยางSPC พื้นSPC
Vk Top Floor - SPC Flooring

กระเบื้องยางSPC

วัสดุ แกนกลาง Virgin Vinyl 100% + Calcium Carbonate ทนน้ำ ทนปลวก

พื้นไวนิล
Allure - Vinyl Floor

พื้นไวนิล

วัสดุแกนกลาง Virgin Vinyl 100% ทนน้ำ ทนปลวก Hygiene Floor Tech / Isocore / Acoustic Board 

พื้นลามิเนต
Kronoswiss - Laminate Wood Floor

พื้นลามิเนต

วัสดุแกนกลาง Swiss HDF Board ผลิตและใช้ไม้จากประเทศสวิสเซอร์แลนด์ 100% ตามมาตราฐานยุโรป

พื้นไม้เอ็นจิเนียร์
Imondi Engineered Wood

พื้นไม้เอ็นจิเนียร์

วัสดุแกนกลาง ไม้อัดสลับชั้น สลับเสี้ยนทางวิศวะกรรม ปิดผิวไม้โอ๊คจริงหนา 3 มิล ให้ผิวสัมผัสนุ่มลึกเป็นเอกลักษณ์

พื้นไม้คอมพาวด์
Boen Compound Wood Floor

พื้นไม้คอมพาวด์

วัสดุแกนกลาง 3 Solid Wood Layer ผลิตจากยุโรป 100% ปิดผิว ไม้โอ๊คหนา 3.5มิล ยาวเริ่มต้น 2.2-4 เมตร สูงสุดในตลาด

กระเบื้องยางSPC พื้นSPC

Vk Top Floor
พื้นSPC

พื้นไวนิล

Allure
พื้นไวนิล

พื้นลามิเนต

Kronosiwss
พื้นลามิเนต

พื้นไม้เอ็นจิเนียร์

Imondi
พื้นไม้เอ็นจิเนียร์

พื้นไม้คอมพาวด์

Boen
พื้นไม้คอมพาวด์

1. พื้นไม้มีกี่ประเภท และแต่ละประเภทคืออะไร

พื้นไม้ที่ใช้ในบ้านและโครงการส่วนใหญ่มีหลายประเภท และแต่ละประเภทให้ความคงทน ความรู้สึก และการใช้งานที่ต่างกันไป โดยสามารถแบ่งหลัก ๆ ได้เป็น:

1.1 พื้น SPC (Stone Plastic Composite)

พื้น SPC เป็นพื้นไม้สังเคราะห์ที่มีส่วนผสมของหินและพลาสติก ทำให้แข็งแรง ทนต่อการยืดหด และทนความชื้นได้สูง เหมาะกับบริเวณครัว ห้องน้ำ และพื้นที่ที่มีโอกาสสัมผัสน้ำบ่อย ๆ

1.2 พื้นไวนิลลายไม้ (Vinyl Flooring)

พื้นไวนิลเป็นวัสดุสังเคราะห์ที่ให้ลายไม้ เหมาะกับพื้นที่ที่ต้องการความนุ่มสบายเท้า และมีความยืดหยุ่นสูง ทนต่อน้ำและความชื้นได้ดีกว่าพื้นไม้ทั่วไป เหมาะสำหรับบ้านที่มีเด็กและผู้สูงอายุหรือพื้นที่ที่มีการเดินบ่อย ๆ

1.3 พื้นลามิเนต (Laminate Flooring)

พื้นลามิเนตเป็นไม้สังเคราะห์ทำจากชั้นวัสดุหลายชั้น โดยชั้นบนสุดจะเป็น Wear Layer ที่ป้องกันรอยขีดข่วนตามการใช้งานจริง เหมาะกับพื้นที่ทั่วไปในบ้านที่ต้องการลายไม้สวย แต่ต้องระวังเรื่องความชื้นเพราะอาจทำให้บวมได้ หากโดนน้ำเป็นเวลานาน

1.4 พื้นไม้เอ็นจิเนียร์ (Engineered Wood Flooring)

พื้นไม้เอ็นจิเนียร์เป็นไม้จริงที่ประกอบขึ้นจากหลายชั้น เพื่อให้มีความคงตัวมากกว่าไม้จริงทั่วไป และยังคงให้ลุคไม้ธรรมชาติ แต่ทนต่อการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิและความชื้นได้ดีกว่า นอกจากนี้ยังติดตั้งได้ง่ายและสวยงามเหมือนไม้จริง

1.6 พื้นไม้คอมพาวด์ (Compound Wood)

Compound Wood คือ ไม้จริงเต็มชั้น 3 ชั้น ถูกอัดประสานกันด้วยเทคนิคเฉพาะเพื่อให้ได้แผ่นไม้พื้นที่มีความ แข็งแรงและเสถียรขึ้น โดยแต่ละชั้นจะจัดเรียงเสี้ยนไม้ในทิศทางต่างกันเพื่อลดการยืดตัวหรือบิดโก่งจากความชื้นและอุณหภูมิขณะใช้งานจริง ทั้งนี้ ชั้นบนสุดเป็นไม้จริงที่มองเห็นได้เมื่อปูพื้น ทำให้ได้ลายไม้ธรรมชาติพร้อมคุณสมบัติการใช้งานที่ดีขึ้นกว่าพื้นไม้จริงแผ่นเดียวทั่วไป

1.7 พื้นไม้จริง (Solid Wood Flooring)

เป็นไม้ธรรมชาติ 100% ให้ลักษณะลวดลายไม้แท้และความสวยงามเฉพาะตัว เหมาะกับพื้นที่ภายในอาคาร เช่น ห้องนั่งเล่น ห้องนอน แต่ต้องระวังเรื่องการบวมและการเปลี่ยนรูปจากความชื้นหากไม่มีการดูแลอย่างเหมาะสม เนื่องจากไม้จริงจะ “ขยายตัว/หดตัว” ตามสภาพอากาศได้ง่ายกว่าวัสดุอื่น ๆ 

 

2. มาตราฐาน ที่ควรรู้ก่อนเลือกติดตั้ง พื้นไม้มีอะไรบ้าง

การเลือกพื้นไม้ไม่ควรพิจารณาแค่ลวดลายหรือสี แต่ยังต้องคำนึงถึงระดับ ความทนต่อการสึกหรอ และ การใช้งานจริงด้วย ซึ่งค่าที่ต้องรู้มีดังนี้


2.1 AC Rating คืออะไร?

AC Rating (Abrasion Class) คือระบบที่ใช้วัดความทนทานของพื้นไม้ โดยเฉพาะพื้นลามิเนตและพื้นสังเคราะห์ ซึ่งบอกระดับความสามารถของพื้นในการทนต่อการขีดข่วนและการสึกหรอจากการใช้งานจริง โดยทั่วไปแบ่งเป็น:

  • AC1 — ใช้งานเบา (เช่น ห้องนอน)

  • AC2 — ใช้งานปานกลาง (ห้องนั่งเล่น)

  • AC3 — ใช้งานหนัก (ห้องครัว/พื้นที่ส่วนกลาง)

  • AC4–AC5 — พื้นที่ใช้งานเชิงพาณิชย์ ฯลฯ

ยิ่ง AC สูง ความคงทนก็ยิ่งดี และเหมาะกับการใช้งานในพื้นที่ที่มีการเดินผ่านบ่อย ๆ มากขึ้น


2.2 Utilization Class

Utilization Class คือระดับการใช้งานที่บอกว่า flooring เหมาะกับการใช้งานประเภทใด เช่น บ้านที่มีคนเดินมาก ห้องโถงอาคาร หรือสถานที่เชิงพาณิชย์ ค่าเหล่านี้ช่วยให้คุณเลือกพื้นไม้ที่มีความแข็งแรงพอสำหรับการใช้งานจริงได้


2.3 Wear Layer คืออะไร?

Wear Layer คือชั้นบนสุดของพื้นไม้สังเคราะห์ เช่น พื้นลามิเนต หรือพื้น SPC ที่ทำหน้าที่ปกป้องพื้นจากรอยขีดข่วน, เฟอร์นิเจอร์ลากผ่าน หรือรอยส้นสูง โดย Wear Layer ที่หนาและแข็งแรงจะช่วยให้พื้นไม้คงสภาพสวยงามได้นานกว่าในการใช้งานจริง

2.4 มาตรฐาน E1 ในพื้นไม้คืออะไร และทำไมสำคัญ

มาตรฐาน E1 คือมาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับ การปล่อยสารฟอร์มัลดีไฮด์ (Formaldehyde) ซึ่งเป็นสารที่อาจส่งผลต่อคุณภาพอากาศภายในอาคารหากมีการปล่อยออกมาในปริมาณสูงเกินไป โดยมาตรฐาน E1 หมายถึงการปล่อยสารฟอร์มัลดีไฮด์ในระดับต่ำและปลอดภัยต่อการอยู่อาศัยและใช้ชีวิตในอาคารทั่วไป, ซึ่งเป็นมาตรฐานที่ได้รับการยอมรับในยุโรป

4. วิธีเลือกพื้นไม้ให้เหมาะกับพื้นที่ในปี 2026

การเลือกพื้นไม้ที่เหมาะกับบ้านหรือโครงการไม่ได้ดูแค่ความสวยงาม แต่ต้องคำนึงถึง “ฟังก์ชันการใช้งานจริง” เช่น:

4.1 พื้นที่ที่มีแรงเดินผ่านสูง

เลือกพื้นที่มี AC rating สูง และ Wear Layer แข็งแรง เช่น SPC หรือพื้นลามิเนตระดับ AC4–AC5

4.2 พื้นที่เปียกชื้น

เลือกพื้น SPC หรือพื้นไวนิลที่ทนต่อความชื้นได้ดี

4.3 พื้นที่พักอาศัยทั่วไป

พื้นลามิเนต AC2–AC3 หรือพื้นไม้เอ็นจิเนียร์ที่ให้ลายไม้ธรรมชาติเป็นตัวเลือกที่ดี

4.4 อย่าลืมมาตรฐาน VOC / E1

เลือกพื้นไม้หรือพื้นสังเคราะห์ที่มีมาตรฐานเกี่ยวกับ VOC ต่ำ เพื่อสุขภาพที่ดีของผู้อยู่อาศัย

5.ติดตั้งพื้นไม้ สามารถทำได้กี่แบบ ในปี 2026

การติดตั้งพื้นไม้มีหลายวิธี ซึ่งแต่ละแบบมีข้อดีและเหมาะกับวัสดุพื้นไม้แต่ละประเภท โดยวิธีติดตั้งหลักที่นิยมใช้ในปี 2026 มีดังนี้ 👇

5.1. Floating Installation (ปูแบบลอยตัว)

เป็นวิธี “ไม่ยึดติดกับพื้นเดิม” โดยใช้การคลิกล็อกหรือระบบ Tongue-and-Groove ให้แผ่นไม้ “ลอย” อยู่บน Underlayment (แผ่นรองพื้น) ซึ่งช่วยลดเสียงและแรงสั่นสะเทือน เหมาะกับพื้นไม้ลามิเนต, SPC และพื้นไวนิลแบบคลิกล็อก โดยไม่ต้องใช้กาวหรือสกรูในการติดตั้งจริง

จุดเด่น: ติดตั้งเร็ว ทำเองได้ ใช้ซ้ำได้หากย้ายพื้นที่
เหมาะกับ: พื้นลามิเนต, SPC, พื้นไวนิล


5.2 Glue-Down (ติดกาวเต็มพื้นที่)

วิธีนี้จะใช้ “กาวเฉพาะงานปูพื้น” ยึดไม้เข้ากับพื้นคอนกรีตหรือพื้นระดับอื่น ๆ ซึ่งช่วยให้พื้นแน่นและเรียบเสมอกัน เหมาะกับพื้นไม้เอ็นจิเนียร์บางชนิด และพื้นไวนิลที่ต้องการความแข็งแรงเป็นพิเศษ

จุดเด่น: ให้ความแข็งแรงสูง
เหมาะกับ: พื้น SPC, ไวนิลแบบติดกาว, เอ็นจิเนียร์


5.3 Nail-Down / Staple-Down (ตอกตะปู/สกรู)

เป็นวิธีดั้งเดิมสำหรับพื้นไม้จริงหรือพื้นไม้เอ็นจิเนียร์ที่หนา ๆ โดยใช้ ตะปูหรือสกรูยึด ลงบนพื้นไม้ชั้นล่างหรือพื้นยิบซั่มเพื่อความแน่นหนาและยาวนาน

จุดเด่น: เหมาะกับไม้จริงและพื้นหนา
เหมาะกับ: พื้นไม้จริง, เอ็นจิเนียร์หนา

 

6.ตารางเปรียบเทียบพื้นไม้ครบทุกชนิด (อัปเดต 2026)

ด้านล่างเป็นการเปรียบเทียบพื้นไม้ยอดนิยมและพื้นไม้สังเคราะห์ พร้อมคุณสมบัติและการใช้งาน:

ตารางเปรียบเทียบพื้นไม้ครบทุกชนิด (อัปเดต 2026)

ประเภทพื้นไม้วัสดุหลักทนทานทนน้ำ/ความชื้นการดูแลรักษาจุดเด่นเหมาะกับพื้นที่
Solid Wood (ไม้จริง)ไม้ธรรมชาติสูงต่ำต้องระวังน้ำลายไม้แท้, เพิ่มมูลค่าบ้านห้องนั่งเล่น, ห้องนอน
Engineered Wood (เอ็นจิเนียร์)ไม้จริง + ชั้นเสริมสูงปานกลางต้องระวังน้ำลายไม้ธรรมชาติ, เสถียรกว่าไม้จริงบ้าน/คอนโดทั่วไป
Compound Wood (3 ชั้น)ไม้จริง 3 ชั้นสูงปานกลางปานกลางผิวไม้แท้ ปรับโครงสร้างให้คงตัว ลดการยืด/หดมากขึ้นบ้าน, โรงแรม, โครงการ
LaminateHDF + Wear Layerปานกลาง–สูงปานกลางง่ายราคาคุ้ม, มี AC Ratingพื้นทั่วไป, ห้องนั่งเล่น
SPCStone Plastic Compositeสูงสูงง่ายทนน้ำสูง, Click-lockครัว, ระเบียง, พื้นเปียก
Vinyl (LVP/LVT)PVCปานกลางสูงง่ายที่สุดทนน้ำดี, ติดตั้งง่ายห้องน้ำ, ครัว, ระเบียง

7.เลือกพื้นไม้แบบไหนดีที่สุด

คำว่า “ดีที่สุด” สำหรับพื้นไม้จึงไม่ได้มีคำตอบเดียว เพราะขึ้นอยู่กับปัจจัยการใช้งานจริงของแต่ละพื้นที่ แต่สามารถแนะนำตามประเภทการใช้งานหลักได้ดังนี้:

7.1 การใช้งานทั่วไปภายในบ้าน

พื้นลามิเนตและพื้นไวนิลเป็นตัวเลือกที่คุ้มค่า เพราะติดตั้งง่ายและดูแลรักษาง่าย ส่วนลามิเนตมีระดับ AC rating ช่วยให้เลือกความคงทนตามพื้นที่ใช้งานได้ 

7.2 พื้นที่สัมผัสน้ำหรือห้องเปียก

พื้น SPC และพื้นไวนิลมีคุณสมบัติทนน้ำและความชื้นสูง โดย SPC มีโครงสร้างที่แข็งแรงกว่าและไม่เสียรูปง่าย ทำให้เหมาะกับพื้นที่ที่มีโอกาสเปียกหรือพื้นที่ใช้งานหนักมากกว่าในระยะยาว 

7.3 บ้านพักอาศัยหรือโครงการที่ต้องการความหรูหราและยืนยาว

พื้นไม้จริงหรือพื้นเอ็นจิเนียร์ช่วยให้ลุคธรรมชาติและคุณค่าทางสถาปัตยกรรม แต่ควรคำนึงถึงการดูแลรักษาและการควบคุมความชื้นให้เหมาะสม

ทางเลือกที่ “ดีที่สุด” คือการเลือกรุ่นและวัสดุที่ ตอบโจทย์การใช้งานจริง มากที่สุด ไม่ใช่เพียงความสวยงามหรือราคาถูกเพียงอย่างเดียว

8.เทคนิคการดูแลรักษาให้พื้นไม้สวยเหมือนใหม่

การดูแลพื้นไม้มีความสำคัญต่อการยืดอายุการใช้งานและรักษาความสวยงามของพื้น โดยมีหลักการดูแลที่เหมาะสมดังนี้:

8.1. ทำความสะอาดพื้นเป็นประจำ

พื้นไม้สังเคราะห์เช่น SPC และไวนิลสามารถทำความสะอาดได้ด้วยผ้าชุบน้ำบิดหมาด ในขณะที่พื้นลามิเนตควรหลีกเลี่ยงน้ำขัง เพื่อป้องกันการบวมน้ำของส่วนประกอบ [turn0search3].

8.2 ใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดที่เหมาะสม

เลือกน้ำยาทำความสะอาดที่เหมาะกับประเภทพื้นไม้ หากใช้สารเคมีที่แรงเกินไปอาจทำให้ผิว Wear Layer เสียหายได้

8.3 ป้องกันรอยขีดข่วนและแรงกระแทก

เพิ่มการใช้งานแผ่นรองหรือพรมในบริเวณที่มีการเดินผ่านบ่อย หลีกเลี่ยงการลากเฟอร์นิเจอร์โดยตรง

8.4 ตรวจสอบพื้นที่ติดตั้ง

พื้นที่ควรเรียบและแห้งก่อนติดตั้ง และในกรณีที่พื้นติดตั้งระบบคลิกล็อกต้องเว้นพื้นที่ด้านขอบสำหรับการขยายตัว

การดูแลรักษาที่เหมาะสมช่วยให้พื้นไม้เก็บสภาพเดิมได้ยาวนานและลดค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมหรือเปลี่ยนพื้นใหม่ในอนาคต

พื้นไม้มีกี่ประเภท อะไรบ้าง?

พื้นไม้ทั่วไปมีหลายประเภท เช่น พื้นไม้จริง (Solid Wood), พื้นเอ็นจิเนียร์, พื้นลามิเนต, พื้น SPC, และพื้นไวนิลลายไม้ โดยแต่ละชนิดมีคุณสมบัติและการใช้งานที่ต่างกันตามพื้นที่และงบประมาณของผู้ใช้

พื้นไม้แบบไหนดีสำหรับบ้านที่มีความชื้น?

สำหรับพื้นที่ที่มีความชื้นสูง เช่น ห้องครัวหรือห้องที่ติดกับระเบียง แนะนำพื้น SPC หรือพื้นไวนิลที่ออกแบบมาให้ทนน้ำและความชื้นได้ดี

พื้นไม้สามารถติดตั้งเองได้หรือไม่?

การติดตั้งพื้นไม้สามารถทำเองได้สำหรับระบบที่เป็น Floating หรือ Click Lock อย่างไรก็ตามหากใช้ช่างมืออาชีพก็อาจสามารถลดข้อผิดพลาด เสียเศษน้อย รวมไปถึงยืดอายุการใช้งานของพื้นไม้ได้ด้วยด้วย สำหรับพื้นไม้จริงที่จะต้องติดตั้งด้วยการปูกาวหรือบางระบบอาจต้องติดตั้งโดยช่างมืออาชีพเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีและลดปัญหาในระยะยาว

พื้นไม้ต้องเตรียมพื้นอย่างไรก่อนติดตั้ง?

พื้นรองพื้นควรสะอาด แห้ง และเรียบ ไม่มีเศษวัสดุหรือความชื้นสูง เพราะพื้นไม้ไวต่อการยืดหดจากความชื้น การเตรียมพื้นที่ดีจะช่วยให้การติดตั้งแข็งแรงและสวยงาม

วิธีทำความสะอาดพื้นไม้แบบไหนจึงถูกต้อง?

หลีกเลี่ยงการใช้น้ำมากเกินไปหรือสารเคมีรุนแรง เช่น น้ำยาที่มีสารกัดกร่อน เพราะอาจทำให้พื้นไม้บวมหรือชั้นเคลือบเสื่อมสภาพ ควรใช้ผลิตภัณฑ์เฉพาะสำหรับพื้นไม้และผ้านุ่มทำความสะอาดแทน

พื้นไม้เหมาะกับบ้านที่มีสัตว์เลี้ยงไหม?

เหมาะ แต่ควรเลือกพื้นไม้ที่มี Wear Layer แข็งแรงหรือพื้น ลามิเนต หรือ ไวนิลที่ทนรอยขีดข่วนสูง พร้อมติดแผ่นกันรอยใต้ขาเฟอร์นิเจอร์เสริม เพื่อช่วยลดการขูดขีดจากเล็บสัตว์

พื้นไม้แบบไหน ประเภทไหนดีที่สุด?

ไม่มีคำตอบเดียวสำหรับ “พื้นไม้ดีที่สุด” เพราะแต่ละประเภทมีข้อดีแตกต่างกันตามพื้นที่ใช้งาน หากต้องการ ความสวยงามและมูลค่าบ้าน ไม้จริงหรือพื้นเอ็นจิเนียร์เป็นตัวเลือกที่ยอดนิยม หากต้องการ ทนทานต่อความชื้นกันรอยและดูแลง่าย พื้น SPC หรือไวนิลลายไม้มักเหมาะกว่า แต่ละชนิดต้องพิจารณาตามงบประมาณและฟังก์ชันของพื้นที่จริง

พื้นไม้ราคาประมาณเท่าไหร่?

ราคาพื้นไม้ขึ้นอยู่กับประเภทและคุณภาพวัสดุเป็นหลัก พื้นลามิเนตและ SPC มักอยู่ในช่วงราคาที่ประหยัดกว่า ในขณะที่พื้นเอ็นจิเนียร์และไม้จริงมีราคาสูงกว่า โดยราคาไม้พื้นเทียมทั่วไปอาจเริ่มตั้งแต่ราว 300–1250 บาท/ตร.ม. ขึ้นไป ส่วนไม้เอ็นจิเนียร์คุณภาพดีและไม้จริงอาจอยู่ในระดับ 1,000–4,500 บาท/ตร.ม. ขึ้นอยู่กับชนิดไม้และคุณสมบัติของผลิตภัณฑ์

พื้นไม้ยี่ห้อไหนดีที่สุด?

ริง ๆ แล้ว พื้นไม้ไม่ได้มีเพียงยี่ห้อเดียวที่ดีที่สุด เพราะคำว่า “ดีที่สุด” ขึ้นอยู่กับ ความต้องการของผู้ใช้แต่ละคน เช่น ต้องการความสวยงาม ทนทานต่อรอย น้ำหนักงบประมาณ หรือมาตรฐานด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อม แต่ถ้าพูดถึงตัวเลือกที่ตอบโจทย์ คุณภาพมาตรฐานการผลิตสูง, มาตรฐานสุขภาพ (เช่น E1/FloorScore), และมาตรฐานสิ่งแวดล้อม พร้อมทั้งการเลือกวัสดุระดับที่ได้รับการยอมรับในงานออกแบบและโครงการต่าง ๆ แบรนด์ที่ VK Floor By Viwatchaikamai คัดสรรและจัดจำหน่าย เป็นตัวอย่างที่เหมาะสม เพราะมีการคัดเลือกแบรนด์พื้นไม้ระดับโลก พร้อมรับรองมาตรฐานและบริการครบวงจรให้กับผู้ใช้งานจริง

ทำไมต้องเลือกพื้นไม้ Vk Floor?

พื้นไม้ Vk Floor ไม่ได้เป็นเพียงแค่พื้นไม้ทั่วไป แต่เป็นทางเลือกที่เหมาะกับผู้ที่ต้องการสินค้าที่ มีมาตรฐานสุขภาพและสิ่งแวดล้อมจริง เพราะสินค้าที่ Vk Floor นำเข้าและจัดจำหน่ายมีคุณภาพสูงและผ่านมาตรฐานด้านสุขภาพตามเกณฑ์ที่ยอมรับ พร้อมทั้งประสบการณ์ในวงการไม้กว่า 25 ปี จากบริษัท Viwatchaikamai ที่ส่งมอบงานพื้นไม้แล้วกว่า 10,000 ยูนิตทั่วประเทศและยังมีเครือข่ายโชว์รูมกว่า 14 สาขา ครอบคลุมทั่วประเทศ ทำให้ลูกค้าสามารถเลือกชมสินค้าและรับบริการได้สะดวกทุกพื้นที่