พื้นไม้เพื่อสุขภาพ คืออะไร? เลือกอย่างไรให้ปลอดภัยต่อครอบครัวในระยะยาว

Table of Contents

                  พื้นไม้เพื่อสุขภาพ กำลังเป็นหนึ่งในคำค้นหาที่เติบโตสูงในกลุ่มเจ้าของบ้านยุคใหม่ โดยเฉพาะครอบครัวที่มีเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ หรือสมาชิกที่ใส่ใจคุณภาพอากาศภายในบ้าน หลายคนอาจคิดว่าแค่เลือกพื้นไม้ที่สวย ทน และราคาเหมาะสมก็เพียงพอแล้ว แต่ในความเป็นจริง “พื้นไม้เพื่อสุขภาพ” มีรายละเอียดมากกว่านั้น เพราะพื้นเป็นพื้นที่ที่เราสัมผัสทุกวัน เป็นจุดสะสมฝุ่น และอาจปล่อยสารระเหยได้หากเลือกวัสดุที่ไม่ได้มาตรฐาน

                บทความนี้จะพาคุณเจาะลึกว่า พื้นไม้เพื่อสุขภาพ คืออะไร, มีผลต่อสุขภาพอย่างไร, ต้องมีมาตรฐานอะไรบ้าง และควรเลือกอย่างไรให้ปลอดภัยต่อครอบครัวในระยะยาว

1.พื้นไม้เพื่อสุขภาพ คืออะไร?

พื้นไม้เพื่อสุขภาพ คือ พื้นไม้ที่ถูกออกแบบและผลิตโดยคำนึงถึง

  • การปล่อยสารระเหยต่ำ (Low VOC)

  • การควบคุมสารฟอร์มาลดีไฮด์ตามมาตรฐาน E1

  • การลดการสะสมฝุ่นและเชื้อโรค

  • การใช้วัตถุดิบจากแหล่งที่ยั่งยืน

คำว่า พื้นไม้เพื่อสุขภาพ ไม่ได้หมายถึงพื้นไม้ธรรมดาที่ดูดีเท่านั้น แต่หมายถึงวัสดุปูพื้นที่ผ่านมาตรฐานความปลอดภัยด้านสิ่งแวดล้อมและคุณภาพอากาศภายในอาคาร (Indoor Air Quality)

2.ทำไมพื้นไม้ถึงมีผลต่อสุขภาพ?

2.1 การปล่อยสารระเหย (VOC)

วัสดุไม้บางชนิดอาจปล่อยสารระเหยในช่วงแรกของการติดตั้ง หากไม่ได้มาตรฐาน อาจกระทบต่อระบบทางเดินหายใจ โดยเฉพาะเด็กเล็ก

2.2 การสะสมฝุ่น

พื้นพรมมีแนวโน้มสะสมฝุ่นและไรฝุ่นสูงกว่า ในขณะที่พื้นไม้เพื่อสุขภาพที่มีผิวเคลือบคุณภาพดี ทำความสะอาดง่าย และไม่กักเก็บฝุ่น

2.3 เด็กเล็กและผู้สูงอายุ

เด็กคลานบนพื้นทุกวัน
ผู้สูงอายุสัมผัสพื้นโดยตรง

พื้นไม้เพื่อสุขภาพจึงต้อง:

  • ปลอดสาร

  • ไม่ลื่นเกินไป

  • ไม่มีสารตกค้าง

3.มาตรฐานที่พื้นไม้เพื่อสุขภาพควรมี

3.1 E1 Standard

พื้นไม้เพื่อสุขภาพควรมีมาตรฐาน E1 ซึ่งจำกัดระดับการปล่อยฟอร์มาลดีไฮด์ให้อยู่ในเกณฑ์ปลอดภัยสำหรับอาคารพักอาศัย

3.2 FloorScore

FloorScore เป็นมาตรฐานที่รับรองคุณภาพอากาศภายในอาคาร เหมาะกับโครงการที่ต้องการภาพลักษณ์ Healthy Living

3.3 FSC / PEFC

ถ้าคุณต้องการพื้นไม้เพื่อสุขภาพที่ “รักษ์โลก” ด้วย ควรเลือกพื้นไม้ที่มี FSC หรือ PEFC ซึ่งเป็นการรับรองว่ามาจากป่าที่บริหารจัดการอย่างยั่งยืน

4.วิธีเลือกพื้นไม้เพื่อสุขภาพให้ถูกตั้งแต่ครั้งแรก

4.1 ตรวจสอบใบรับรอง

  • มี E1 หรือไม่

  • มี FloorScore หรือไม่

  • มี FSC หรือไม่

4.2 ดูโครงสร้างแกนไม้

พื้นไม้เพื่อสุขภาพที่ดีต้องมีแกนไม้แน่น แข็งแรง ไม่บวมง่าย และมีระบบล็อกที่ป้องกันความชื้น

4.3 เลือกผิวเคลือบคุณภาพสูง

ผิวเคลือบควร

  • ทนรอย

  • ไม่สะสมฝุ่น

  • ทำความสะอาดง่าย

4.4 เลือกผู้จำหน่ายที่ให้ข้อมูลโปร่งใส

ร้านที่มีความเชี่ยวชาญจะสามารถให้ข้อมูลมาตรฐานได้ชัดเจน พร้อมเอกสารอ้างอิง

5.คำถามที่พบบ่อย

Q : พื้นไม้เพื่อสุขภาพ ปลอดภัยจริงไหม?

A : หากมีมาตรฐาน E1 และ FloorScore ถือว่าปลอดภัยตามเกณฑ์สากล

Q : พื้นไม้เพื่อสุขภาพ ราคาแพงกว่าปกติไหม?

A : โดยทั่วไปอาจสูงกว่าเล็กน้อย แต่คุ้มค่าในระยะยาว เพราะลดความเสี่ยงสุขภาพ และมีอายุใช้งานยาวกว่า

Q : บ้านมีเด็กควรเลือกพื้นไม้แบบไหน?

A : ควรเลือกพื้นไม้เพื่อสุขภาพที่มี Low VOC + ผิวเคลือบ Hygienic + ดูแลรักษาง่าย

Q : พื้นไม้เพื่อสุขภาพ ต่างจากพื้นราคาถูกยังไง?

A : ต่างที่:

  • มาตรฐานรับรอง

  • การปล่อยสาร

  • ความทนทาน

  • อายุการใช้งาน

พื้นไม้เพื่อสุขภาพอาจใช้งานได้ 15–30 ปี ในขณะที่พื้นราคาถูกอาจเสื่อมสภาพเร็วกว่า

            พื้นไม้เพื่อสุขภาพ ไม่ใช่เพียงเทรนด์ แต่เป็นการลงทุนในคุณภาพชีวิตของครอบครัวในระยะยาว การเลือกพื้นไม้เพื่อสุขภาพที่ได้มาตรฐาน E1, FloorScore และ FSC จะช่วยให้บ้านของคุณปลอดภัย สะอาด และสบายใจมากขึ้นทุกวัน

             หากคุณกำลังมองหา พื้นไม้เพื่อสุขภาพ ที่ผ่านมาตรฐานสากล พร้อมคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ สามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่หน้า รวมสินค้าและบทความเชิงลึกของเรา เพื่อเลือกพื้นไม้เพื่อสุขภาพที่เหมาะกับบ้านของคุณมากที่สุด