พื้นไม้ (Wood Floor)
5 ประเภทพื้นไม้ ของ Vk Floor
ตอบโจทย์ ทุกประเภทพื้นไม้ ทุกลายการติดตั้ง เฉดสีพื้นไม้มากกว่า 100 สี ให้เลือกแต่งห้องได้ตามสไตล์ พร้อมให้บริการปรึกษาติดตั้งพื้นไม้ฟรี
กระเบื้องยางSPC
วัสดุแกนกลาง Virgin Vinyl 100% + Calcium Carbonate ทนน้ำ ทนปลวก
พื้นไวนิล
วัสดุแกนกลาง Virgin Vinyl 100% ทนน้ำ ทนปลวก Hygiene Floor Tech / Isocore / Acoustic Board
พื้นลามิเนต
วัสดุแกนกลาง Swiss HDF Board ผลิตและใช้ไม้จากประเทศสวิสเซอร์แลนด์ 100% ตามมาตรฐานยุโรป
พื้นไม้เอ็นจิเนียร์
วัสดุแกนกลาง ไม้อัดสลับชั้น สลับเสี้ยนทางวิศวกรรม ปิดผิวไม้โอ๊คจริงหนา 3 มิล ให้ผิวสัมผัสนุ่มลึกเป็นเอกลักษณ์
พื้นไม้คอมพาวด์
วัสดุแกนกลาง 3 Solid Wood Layer ผลิตจากยุโรป 100% ปิดผิว ไม้โอ๊คหนา 3.5มิล ยาวเริ่มต้น 2.2-4 เมตร สูงสุดในตลาด
Vk Top Floor
พื้นSPC
Allure
พื้นไวนิล
Kronosiwss
พื้นลามิเนต
Imondi
พื้นไม้เอ็นจิเนียร์
Boen
พื้นไม้คอมพาวด์
1.พื้นไม้มีกี่ประเภท? ทำมาจากอะไร และแต่ละประเภทมีข้อดี–ข้อเสียต่างกันอย่างไร
พื้นไม้เป็นหนึ่งในวัสดุสำคัญที่ช่วยกำหนด Mood & Tone ของพื้นที่ โดยพื้นแต่ละประเภทมีโครงสร้าง วัสดุ ความสวยงาม และคุณสมบัติการใช้งานแตกต่างกัน การเลือกพื้นไม้จึงควรพิจารณาทั้ง Design, Function, งบประมาณ และสภาพพื้นที่ใช้งาน
ประเภทของพื้นไม้ที่นิยมใช้ในบ้านและโครงการ ได้แก่
1.1 พื้น SPC (Stone Plastic Composite)
พื้น SPC เป็นพื้นไม้สังเคราะห์ที่มีส่วนผสมหลักจาก หินปูน (Stone Powder) และพลาสติก (PVC) ทำให้มีโครงสร้างแข็งแรง ทนความชื้น และมีความเสถียรสูง
ข้อดี
- ทนน้ำและความชื้นได้ดี
- ไม่ยืดหดง่ายตามอุณหภูมิ
- ดูแลรักษาง่าย
ข้อเสีย
- ให้สัมผัสไม่เหมือนไม้จริง
- ไม่สามารถขัดผิวใหม่เหมือนไม้จริงได้
เหมาะสำหรับพื้นที่ที่ต้องการความทนทาน เช่น ห้องนั่งเล่น ห้องครัว พื้นที่ใช้งานทั่วไป
1.2 พื้นไวนิล (Vinyl Flooring)
พื้นไวนิลเป็นวัสดุสังเคราะห์ที่ผลิตจาก PVC พร้อมพิมพ์ลายไม้ ให้ความรู้สึกนุ่ม ยืดหยุ่น และเดินสบายกว่าไม้บางประเภท
ข้อดี
- ทนน้ำและความชื้น
- ลดเสียงสะท้อนจากการเดิน
- ดูแลรักษาง่าย
ข้อเสีย
- ความรู้สึกและ Texture ไม่เหมือนไม้จริง
- อาจเกิดรอยจากของมีคมหรือแรงกระแทกได้
เหมาะกับบ้านพักอาศัย ห้องนอน ห้องทำงาน และพื้นที่ที่ต้องการความสบายในการใช้งาน
1.3 พื้นลามิเนต (Laminate Flooring)
พื้นลามิเนตผลิตจากแผ่นไม้บดอัดความหนาแน่นสูง (HDF) พร้อมชั้นลวดลายไม้และ Wear Layer ด้านบน เพื่อช่วยเพิ่มความทนทานต่อรอยขีดข่วน
ข้อดี
- ลวดลายไม้หลากหลาย
- ราคาคุ้มค่า
- ทนรอยขีดข่วนได้ดี
ข้อเสีย
- ไม่เหมาะกับพื้นที่เปียกชื้น
- หากโดนน้ำเป็นเวลานานอาจเกิดการบวมได้
เหมาะสำหรับห้องนอน ห้องนั่งเล่น และพื้นที่ภายในอาคารทั่วไป
1.4 พื้นไม้เอ็นจิเนียร์ (Engineered Wood Flooring)
พื้นไม้เอ็นจิเนียร์เป็นพื้นไม้จริงที่ประกอบด้วยหลายชั้น โดยชั้นบนเป็นไม้จริง และมีชั้นโครงสร้างด้านล่างช่วยเพิ่มความมั่นคง
ข้อดี
- ให้ความรู้สึกและ Texture เหมือนไม้จริง
- เสถียรกว่าไม้จริงทั่วไป
- มีลวดลายไม้ธรรมชาติ
ข้อเสีย
- ราคาสูงกว่าพื้นสังเคราะห์
- ต้องดูแลเรื่องความชื้น
เหมาะสำหรับบ้านระดับ Premium, โรงแรม และงาน Interior ที่ต้องการความเป็นธรรมชาติ
1.5 พื้นไม้ Swiss Engineered Flooring (Swiss Engineered Wood)
พื้นไม้ Swiss Engineered Flooring เป็นพื้นไม้เอ็นจิเนียร์ระดับ Premium ที่พัฒนาด้วยแนวคิด Swiss Engineering เน้นความแม่นยำในการผลิต คุณภาพวัสดุ และความเสถียรของโครงสร้าง
ประกอบด้วยชั้นไม้หลายชั้นที่ช่วยลดการขยายตัวและหดตัวของไม้ พร้อมคงความสวยงามของไม้จริง
ข้อดี
- โครงสร้างมั่นคงและเสถียรสูง
- ผิวหน้าเป็นไม้จริง ให้ลายไม้ธรรมชาติ
- มาตรฐานการผลิตระดับยุโรป
ข้อเสีย
- ราคาสูงกว่าพื้นไม้ทั่วไป
- ต้องติดตั้งและดูแลอย่างเหมาะสม
เหมาะสำหรับโครงการ Premium, บ้าน Luxury และงานออกแบบที่ต้องการคุณภาพระดับสูง
1.6 พื้นไม้คอมพาวด์ (Compound Wood Flooring)
Compound Wood คือพื้นไม้ที่ใช้ ไม้จริงเต็มชั้นหลายชั้นประกอบกัน โดยจัดเรียงแนวเสี้ยนไม้แต่ละชั้นแตกต่างกัน เพื่อเพิ่มความแข็งแรงและลดการบิดโก่งจากความชื้นและอุณหภูมิ
ข้อดี
- ได้สัมผัสไม้จริงทุกชั้น
- แข็งแรงและเสถียรกว่าไม้จริงแผ่นเดียว
- ให้ลายไม้ธรรมชาติ
ข้อเสีย
- ราคาสูงกว่าพื้นไม้ทั่วไป
- ต้องติดตั้งโดยผู้เชี่ยวชาญ
เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการความเป็นไม้จริง พร้อมความมั่นคงในการใช้งาน
1.7 พื้นไม้จริง (Solid Wood Flooring)
พื้นไม้จริงผลิตจากไม้ธรรมชาติ 100% ให้เอกลักษณ์เฉพาะตัว ทั้งลายไม้ สี และ Texture ที่แตกต่างกันในแต่ละแผ่น
ข้อดี
- สวยงามและมี Character แบบธรรมชาติ
- สามารถขัดผิวและทำสีใหม่ได้
- มีอายุการใช้งานยาวนาน
ข้อเสีย
- มีการยืดหดตามความชื้นและอุณหภูมิ
- ต้องดูแลรักษามากกว่าวัสดุประเภทอื่น
เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการความสวยงามของไม้ธรรมชาติอย่างแท้จริง เช่น บ้านพักอาศัยระดับ Premium และงาน Interior ที่ต้องการความเป็นธรรมชาติ
2. มาตราฐาน ที่ควรรู้ก่อนเลือกติดตั้ง พื้นไม้มีอะไรบ้าง
การเลือกพื้นไม้ไม่ควรพิจารณาแค่ลวดลายหรือสี แต่ยังต้องคำนึงถึงระดับ ความทนต่อการสึกหรอ และ การใช้งานจริงด้วย ซึ่งค่าที่ต้องรู้มีดังนี้
2.1 AC Rating คืออะไร?
AC Rating (Abrasion Class) คือระบบที่ใช้วัดความทนทานของพื้นไม้ โดยเฉพาะพื้นลามิเนตและพื้นสังเคราะห์ ซึ่งบอกระดับความสามารถของพื้นในการทนต่อการขีดข่วนและการสึกหรอจากการใช้งานจริง โดยทั่วไปแบ่งเป็น:
AC1 — ใช้งานเบา (เช่น ห้องนอน)
AC2 — ใช้งานปานกลาง (ห้องนั่งเล่น)
AC3 — ใช้งานหนัก (ห้องครัว/พื้นที่ส่วนกลาง)
AC4–AC5 — พื้นที่ใช้งานเชิงพาณิชย์ ฯลฯ
ยิ่ง AC สูง ความคงทนก็ยิ่งดี และเหมาะกับการใช้งานในพื้นที่ที่มีการเดินผ่านบ่อย ๆ มากขึ้น
2.2 Utilization Class
Utilization Class คือระดับการใช้งานที่บอกว่า flooring เหมาะกับการใช้งานประเภทใด เช่น บ้านที่มีคนเดินมาก ห้องโถงอาคาร หรือสถานที่เชิงพาณิชย์ ค่าเหล่านี้ช่วยให้คุณเลือกพื้นไม้ที่มีความแข็งแรงพอสำหรับการใช้งานจริงได้
2.3 Wear Layer คืออะไร?
Wear Layer คือชั้นบนสุดของพื้นไม้สังเคราะห์ เช่น พื้นลามิเนต หรือพื้น SPC ที่ทำหน้าที่ปกป้องพื้นจากรอยขีดข่วน, เฟอร์นิเจอร์ลากผ่าน หรือรอยส้นสูง โดย Wear Layer ที่หนาและแข็งแรงจะช่วยให้พื้นไม้คงสภาพสวยงามได้นานกว่าในการใช้งานจริง
2.4 มาตรฐาน E1 ในพื้นไม้คืออะไร และทำไมสำคัญ
มาตรฐาน E1 คือมาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับ การปล่อยสารฟอร์มัลดีไฮด์ (Formaldehyde) ซึ่งเป็นสารที่อาจส่งผลต่อคุณภาพอากาศภายในอาคารหากมีการปล่อยออกมาในปริมาณสูงเกินไป โดยมาตรฐาน E1 หมายถึงการปล่อยสารฟอร์มัลดีไฮด์ในระดับต่ำและปลอดภัยต่อการอยู่อาศัยและใช้ชีวิตในอาคารทั่วไป, ซึ่งเป็นมาตรฐานที่ได้รับการยอมรับในยุโรป
4. วิธีเลือกพื้นไม้ให้เหมาะกับพื้นที่ในปี 2026
การเลือกพื้นไม้ที่เหมาะกับบ้านหรือโครงการไม่ได้ดูแค่ความสวยงาม แต่ต้องคำนึงถึง “ฟังก์ชันการใช้งานจริง” เช่น:
4.1 พื้นที่ที่มีแรงเดินผ่านสูง
เลือกพื้นที่มี AC rating สูง และ Wear Layer แข็งแรง เช่น SPC หรือพื้นลามิเนตระดับ AC4–AC5
4.2 พื้นที่เปียกชื้น
เลือกพื้น SPC หรือพื้นไวนิลที่ทนต่อความชื้นได้ดี
4.3 พื้นที่พักอาศัยทั่วไป
พื้นลามิเนต AC2–AC3 หรือพื้นไม้เอ็นจิเนียร์ที่ให้ลายไม้ธรรมชาติเป็นตัวเลือกที่ดี
4.4 อย่าลืมมาตรฐาน VOC / E1
เลือกพื้นไม้หรือพื้นสังเคราะห์ที่มีมาตรฐานเกี่ยวกับ VOC ต่ำ เพื่อสุขภาพที่ดีของผู้อยู่อาศัย
5.ติดตั้งพื้นไม้ สามารถทำได้กี่แบบ ในปี 2026
การติดตั้งพื้นไม้มีหลายวิธี ซึ่งแต่ละแบบมีข้อดีและเหมาะกับวัสดุพื้นไม้แต่ละประเภท โดยวิธีติดตั้งหลักที่นิยมใช้ในปี 2026 มีดังนี้ 👇
5.1. Floating Installation (ปูแบบลอยตัว)
เป็นวิธี “ไม่ยึดติดกับพื้นเดิม” โดยใช้การคลิกล็อกหรือระบบ Tongue-and-Groove ให้แผ่นไม้ “ลอย” อยู่บน Underlayment (แผ่นรองพื้น) ซึ่งช่วยลดเสียงและแรงสั่นสะเทือน เหมาะกับพื้นไม้ลามิเนต, SPC และพื้นไวนิลแบบคลิกล็อก โดยไม่ต้องใช้กาวหรือสกรูในการติดตั้งจริง
จุดเด่น: ติดตั้งเร็ว ทำเองได้ ใช้ซ้ำได้หากย้ายพื้นที่
เหมาะกับ: พื้นลามิเนต, SPC, พื้นไวนิล
5.2 Glue-Down (ติดกาวเต็มพื้นที่)
วิธีนี้จะใช้ “กาวเฉพาะงานปูพื้น” ยึดไม้เข้ากับพื้นคอนกรีตหรือพื้นระดับอื่น ๆ ซึ่งช่วยให้พื้นแน่นและเรียบเสมอกัน เหมาะกับพื้นไม้เอ็นจิเนียร์บางชนิด และพื้นไวนิลที่ต้องการความแข็งแรงเป็นพิเศษ
จุดเด่น: ให้ความแข็งแรงสูง
เหมาะกับ: พื้น SPC, ไวนิลแบบติดกาว, เอ็นจิเนียร์
5.3 Nail-Down / Staple-Down (ตอกตะปู/สกรู)
เป็นวิธีดั้งเดิมสำหรับพื้นไม้จริงหรือพื้นไม้เอ็นจิเนียร์ที่หนา ๆ โดยใช้ ตะปูหรือสกรูยึด ลงบนพื้นไม้ชั้นล่างหรือพื้นยิบซั่มเพื่อความแน่นหนาและยาวนาน
จุดเด่น: เหมาะกับไม้จริงและพื้นหนา
เหมาะกับ: พื้นไม้จริง, เอ็นจิเนียร์หนา
6.ตารางเปรียบเทียบพื้นไม้ครบทุกชนิด (อัปเดต 2026)
ด้านล่างเป็นการเปรียบเทียบพื้นไม้ยอดนิยมและพื้นไม้สังเคราะห์ พร้อมคุณสมบัติและการใช้งาน:
ตารางเปรียบเทียบพื้นไม้ครบทุกชนิด (อัปเดต 2026)
| ประเภทพื้นไม้ | วัสดุหลัก | ทนทาน | ทนน้ำ/ความชื้น | การดูแลรักษา | จุดเด่น | เหมาะกับพื้นที่ |
|---|---|---|---|---|---|---|
| Solid Wood (ไม้จริง) | ไม้ธรรมชาติ | สูง | ต่ำ | ต้องระวังน้ำ | ลายไม้แท้, เพิ่มมูลค่าบ้าน | ห้องนั่งเล่น, ห้องนอน |
| Engineered Wood (เอ็นจิเนียร์) | ไม้จริง + ชั้นเสริม | สูง | ปานกลาง | ต้องระวังน้ำ | ลายไม้ธรรมชาติ, เสถียรกว่าไม้จริง | บ้าน/คอนโดทั่วไป |
| Compound Wood (3 ชั้น) | ไม้จริง 3 ชั้น | สูง | ปานกลาง | ปานกลาง | ผิวไม้แท้ ปรับโครงสร้างให้คงตัว ลดการยืด/หดมากขึ้น | บ้าน, โรงแรม, โครงการ |
| Laminate | HDF + Wear Layer | ปานกลาง–สูง | ปานกลาง | ง่าย | ราคาคุ้ม, มี AC Rating | พื้นทั่วไป, ห้องนั่งเล่น |
| SPC | Stone Plastic Composite | สูง | สูง | ง่าย | ทนน้ำสูง, Click-lock | ครัว, ระเบียง, พื้นเปียก |
| Vinyl (LVP/LVT) | PVC | ปานกลาง | สูง | ง่ายที่สุด | ทนน้ำดี, ติดตั้งง่าย | ห้องน้ำ, ครัว, ระเบียง |
7.เลือกพื้นไม้แบบไหนดีที่สุด
คำว่า “ดีที่สุด” สำหรับพื้นไม้จึงไม่ได้มีคำตอบเดียว เพราะขึ้นอยู่กับปัจจัยการใช้งานจริงของแต่ละพื้นที่ แต่สามารถแนะนำตามประเภทการใช้งานหลักได้ดังนี้:
7.1 การใช้งานทั่วไปภายในบ้าน
พื้นลามิเนตและพื้นไวนิลเป็นตัวเลือกที่คุ้มค่า เพราะติดตั้งง่ายและดูแลรักษาง่าย ส่วนลามิเนตมีระดับ AC rating ช่วยให้เลือกความคงทนตามพื้นที่ใช้งานได้
7.2 พื้นที่สัมผัสน้ำหรือห้องเปียก
พื้น SPC และพื้นไวนิลมีคุณสมบัติทนน้ำและความชื้นสูง โดย SPC มีโครงสร้างที่แข็งแรงกว่าและไม่เสียรูปง่าย ทำให้เหมาะกับพื้นที่ที่มีโอกาสเปียกหรือพื้นที่ใช้งานหนักมากกว่าในระยะยาว
7.3 บ้านพักอาศัยหรือโครงการที่ต้องการความหรูหราและยืนยาว
พื้นไม้จริงหรือพื้นเอ็นจิเนียร์ช่วยให้ลุคธรรมชาติและคุณค่าทางสถาปัตยกรรม แต่ควรคำนึงถึงการดูแลรักษาและการควบคุมความชื้นให้เหมาะสม
ทางเลือกที่ “ดีที่สุด” คือการเลือกรุ่นและวัสดุที่ ตอบโจทย์การใช้งานจริง มากที่สุด ไม่ใช่เพียงความสวยงามหรือราคาถูกเพียงอย่างเดียว
8.เทคนิคการดูแลรักษาให้พื้นไม้สวยเหมือนใหม่
การดูแลพื้นไม้มีความสำคัญต่อการยืดอายุการใช้งานและรักษาความสวยงามของพื้น โดยมีหลักการดูแลที่เหมาะสมดังนี้:
8.1. ทำความสะอาดพื้นเป็นประจำ
พื้นไม้สังเคราะห์เช่น SPC และไวนิลสามารถทำความสะอาดได้ด้วยผ้าชุบน้ำบิดหมาด ในขณะที่พื้นลามิเนตควรหลีกเลี่ยงน้ำขัง เพื่อป้องกันการบวมน้ำของส่วนประกอบ [turn0search3].
8.2 ใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดที่เหมาะสม
เลือกน้ำยาทำความสะอาดที่เหมาะกับประเภทพื้นไม้ หากใช้สารเคมีที่แรงเกินไปอาจทำให้ผิว Wear Layer เสียหายได้
8.3 ป้องกันรอยขีดข่วนและแรงกระแทก
เพิ่มการใช้งานแผ่นรองหรือพรมในบริเวณที่มีการเดินผ่านบ่อย หลีกเลี่ยงการลากเฟอร์นิเจอร์โดยตรง
8.4 ตรวจสอบพื้นที่ติดตั้ง
พื้นที่ควรเรียบและแห้งก่อนติดตั้ง และในกรณีที่พื้นติดตั้งระบบคลิกล็อกต้องเว้นพื้นที่ด้านขอบสำหรับการขยายตัว
การดูแลรักษาที่เหมาะสมช่วยให้พื้นไม้เก็บสภาพเดิมได้ยาวนานและลดค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมหรือเปลี่ยนพื้นใหม่ในอนาคต
9.พื้นไม้แต่ละชนิดเหมาะกับพื้นที่ใช้งานแบบไหน?
พื้นไม้แต่ละประเภทมีคุณสมบัติแตกต่างกัน ทั้งด้านโครงสร้าง ความทนทาน ความสวยงาม การดูแลรักษา และความเหมาะสมกับพื้นที่ใช้งาน ดังนั้นการเลือกพื้นไม้ให้ตรงกับลักษณะการใช้งานจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้ได้ทั้งความสวยงามและประสิทธิภาพในการใช้งานระยะยาว
9.1 พื้น SPC (Stone Plastic Composite)
พื้น SPC เหมาะสำหรับพื้นที่ที่ต้องการความแข็งแรง ทนความชื้น และดูแลรักษาง่าย ด้วยโครงสร้างที่มีส่วนผสมของหินและพลาสติก ทำให้พื้นมีความเสถียรสูง ลดปัญหาการยืดหดจากอุณหภูมิและความชื้น เหมาะสำหรับห้องนั่งเล่น ห้องครัว ห้องทำงาน พื้นที่ส่วนกลาง รวมถึงโครงการ Residential ที่ต้องการพื้นลายไม้ที่ใช้งานง่ายและมีความทนทานสูง
9.2 พื้นไวนิลลายไม้ (Vinyl Flooring)
พื้นไวนิลเหมาะกับพื้นที่ที่ต้องการความนุ่มสบายในการใช้งาน เนื่องจากมีความยืดหยุ่นสูงและช่วยลดเสียงจากการเดินได้ดี จึงเหมาะสำหรับห้องนอน ห้องเด็ก ห้องผู้สูงอายุ ห้องทำงาน หรือพื้นที่ภายในบ้านที่มีการใช้งานเป็นประจำ โดยเฉพาะผู้ที่ต้องการพื้นลายไม้ที่ให้ความรู้สึกอบอุ่น พร้อมดูแลรักษาง่าย
9.3 พื้นลามิเนต (Laminate Flooring)
พื้นลามิเนตเหมาะกับพื้นที่ภายในที่ต้องการความสวยงามของลายไม้ในราคาที่คุ้มค่า ด้วยเทคโนโลยีการผลิตที่สามารถจำลองลายไม้ธรรมชาติ พร้อมมีชั้น Wear Layer ช่วยเพิ่มความทนทานต่อรอยขีดข่วน เหมาะสำหรับห้องนอน ห้องนั่งเล่น ห้องทำงาน ห้องรับแขก และพื้นที่สำนักงานที่ไม่ได้มีความชื้นสูง
9.4 พื้นไม้เอ็นจิเนียร์ (Engineered Wood Flooring)
พื้นไม้เอ็นจิเนียร์เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการสัมผัสและความสวยงามของไม้จริง แต่ต้องการโครงสร้างที่มีความเสถียรมากกว่าไม้จริงทั่วไป ด้วยการประกอบไม้หลายชั้นช่วยลดปัญหาการบิดตัวจากความชื้นและอุณหภูมิ เหมาะสำหรับห้องนั่งเล่น ห้องนอน Master Bedroom บ้านพักอาศัยระดับ Premium โรงแรม และงาน Interior ที่ต้องการความเป็นธรรมชาติของไม้จริง
9.5 พื้นไม้ Swiss Engineered Flooring
พื้นไม้ Swiss Engineered Flooring เหมาะสำหรับงานที่ต้องการวัสดุระดับ Premium ที่ผสมผสานระหว่างความสวยงามของไม้ธรรมชาติ เทคโนโลยีการผลิต และมาตรฐานระดับยุโรป เหมาะสำหรับบ้าน Luxury, Private Residence, โรงแรมระดับ Premium และโครงการ High-End ที่ต้องการพื้นไม้ซึ่งตอบโจทย์ทั้งด้าน Design, Performance และคุณภาพในระยะยาว
9.6 พื้นไม้คอมพาวด์ (Compound Wood Flooring)
พื้นไม้คอมพาวด์เหมาะสำหรับพื้นที่ที่ต้องการความรู้สึกของไม้จริง พร้อมโครงสร้างที่เพิ่มความแข็งแรงและความเสถียร โดยใช้ไม้จริงหลายชั้นประกอบกันเพื่อลดการขยายตัวและการบิดโก่ง เหมาะสำหรับบ้านพักอาศัย ห้องนั่งเล่น ห้องนอน ห้องทำงาน และโครงการ Premium Residential ที่ต้องการวัสดุธรรมชาติพร้อมประสิทธิภาพที่ดีขึ้น
9.7 พื้นไม้จริง (Solid Wood Flooring)
พื้นไม้จริงเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการเสน่ห์และเอกลักษณ์ของไม้ธรรมชาติแท้ เพราะแต่ละแผ่นมีลวดลาย สี และ Texture ที่แตกต่างกันตามธรรมชาติ เหมาะสำหรับห้องนั่งเล่น ห้องรับแขก ห้องนอน บ้านระดับ Premium และงาน Interior ที่ต้องการสร้าง Character ให้กับพื้นที่ อย่างไรก็ตามควรเลือกใช้งานในพื้นที่ที่สามารถควบคุมความชื้นได้ดี และมีการดูแลรักษาอย่างเหมาะสม
การเลือกพื้นไม้ที่เหมาะสมจึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับความสวยงามเพียงอย่างเดียว แต่ควรพิจารณาจากลักษณะพื้นที่ การใช้งาน งบประมาณ และคุณสมบัติของวัสดุแต่ละประเภท เพื่อให้พื้นไม้สามารถตอบโจทย์ทั้ง Design, Function และการใช้งานจริงในระยะยาว
พื้นไม้ทั่วไปมีหลายประเภท เช่น พื้นไม้จริง (Solid Wood), พื้นเอ็นจิเนียร์, พื้นลามิเนต, พื้น SPC, และพื้นไวนิลลายไม้ โดยแต่ละชนิดมีคุณสมบัติและการใช้งานที่ต่างกันตามพื้นที่และงบประมาณของผู้ใช้
สำหรับพื้นที่ที่มีความชื้นสูง เช่น ห้องครัวหรือห้องที่ติดกับระเบียง แนะนำพื้น SPC หรือพื้นไวนิลที่ออกแบบมาให้ทนน้ำและความชื้นได้ดี
การติดตั้งพื้นไม้สามารถทำเองได้สำหรับระบบที่เป็น Floating หรือ Click Lock อย่างไรก็ตามหากใช้ช่างมืออาชีพก็อาจสามารถลดข้อผิดพลาด เสียเศษน้อย รวมไปถึงยืดอายุการใช้งานของพื้นไม้ได้ด้วยด้วย สำหรับพื้นไม้จริงที่จะต้องติดตั้งด้วยการปูกาวหรือบางระบบอาจต้องติดตั้งโดยช่างมืออาชีพเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีและลดปัญหาในระยะยาว
พื้นรองพื้นควรสะอาด แห้ง และเรียบ ไม่มีเศษวัสดุหรือความชื้นสูง เพราะพื้นไม้ไวต่อการยืดหดจากความชื้น การเตรียมพื้นที่ดีจะช่วยให้การติดตั้งแข็งแรงและสวยงาม
หลีกเลี่ยงการใช้น้ำมากเกินไปหรือสารเคมีรุนแรง เช่น น้ำยาที่มีสารกัดกร่อน เพราะอาจทำให้พื้นไม้บวมหรือชั้นเคลือบเสื่อมสภาพ ควรใช้ผลิตภัณฑ์เฉพาะสำหรับพื้นไม้และผ้านุ่มทำความสะอาดแทน
เหมาะ แต่ควรเลือกพื้นไม้ที่มี Wear Layer แข็งแรงหรือพื้น ลามิเนต หรือ ไวนิลที่ทนรอยขีดข่วนสูง พร้อมติดแผ่นกันรอยใต้ขาเฟอร์นิเจอร์เสริม เพื่อช่วยลดการขูดขีดจากเล็บสัตว์
ไม่มีคำตอบเดียวสำหรับ “พื้นไม้ดีที่สุด” เพราะแต่ละประเภทมีข้อดีแตกต่างกันตามพื้นที่ใช้งาน หากต้องการ ความสวยงามและมูลค่าบ้าน ไม้จริงหรือพื้นเอ็นจิเนียร์เป็นตัวเลือกที่ยอดนิยม หากต้องการ ทนทานต่อความชื้นกันรอยและดูแลง่าย พื้น SPC หรือไวนิลลายไม้มักเหมาะกว่า แต่ละชนิดต้องพิจารณาตามงบประมาณและฟังก์ชันของพื้นที่จริง
ราคาพื้นไม้ขึ้นอยู่กับประเภทและคุณภาพวัสดุเป็นหลัก พื้นลามิเนตและ SPC มักอยู่ในช่วงราคาที่ประหยัดกว่า ในขณะที่พื้นเอ็นจิเนียร์และไม้จริงมีราคาสูงกว่า โดยราคาไม้พื้นเทียมทั่วไปอาจเริ่มตั้งแต่ราว 300–1250 บาท/ตร.ม. ขึ้นไป ส่วนไม้เอ็นจิเนียร์คุณภาพดีและไม้จริงอาจอยู่ในระดับ 1,000–4,500 บาท/ตร.ม. ขึ้นอยู่กับชนิดไม้และคุณสมบัติของผลิตภัณฑ์
จริง ๆ แล้ว พื้นไม้ไม่ได้มีเพียงยี่ห้อเดียวที่ดีที่สุด เพราะคำว่า “ดีที่สุด” ขึ้นอยู่กับ ความต้องการของผู้ใช้แต่ละคน เช่น ต้องการความสวยงาม ทนทานต่อรอย น้ำหนักงบประมาณ หรือมาตรฐานด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อม แต่ถ้าพูดถึงตัวเลือกที่ตอบโจทย์ คุณภาพมาตรฐานการผลิตสูง, มาตรฐานสุขภาพ (เช่น E1/FloorScore), และมาตรฐานสิ่งแวดล้อม พร้อมทั้งการเลือกวัสดุระดับที่ได้รับการยอมรับในงานออกแบบและโครงการต่าง ๆ แบรนด์ที่ VK Floor By Viwatchaikamai คัดสรรและจัดจำหน่าย เป็นตัวอย่างที่เหมาะสม เพราะมีการคัดเลือกแบรนด์พื้นไม้ระดับโลก พร้อมรับรองมาตรฐานและบริการครบวงจรให้กับผู้ใช้งานจริง
พื้นไม้ Vk Floor ไม่ได้เป็นเพียงแค่พื้นไม้ทั่วไป แต่เป็นทางเลือกที่เหมาะกับผู้ที่ต้องการสินค้าที่ มีมาตรฐานสุขภาพและสิ่งแวดล้อมจริง เพราะสินค้าที่ Vk Floor นำเข้าและจัดจำหน่ายมีคุณภาพสูงและผ่านมาตรฐานด้านสุขภาพตามเกณฑ์ที่ยอมรับ พร้อมทั้งประสบการณ์ในวงการไม้กว่า 25 ปี จากบริษัท Viwatchaikamai ที่ส่งมอบงานพื้นไม้แล้วกว่า 10,000 ยูนิตทั่วประเทศและยังมีเครือข่ายโชว์รูมกว่า 14 สาขา ครอบคลุมทั่วประเทศ ทำให้ลูกค้าสามารถเลือกชมสินค้าและรับบริการได้สะดวกทุกพื้นที่
จริง ๆ แล้ว ไม่มีแบรนด์พื้นไม้เพียงแบรนด์เดียวที่ดีที่สุดสำหรับทุกคน เพราะการเลือกพื้นไม้ที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับความต้องการของแต่ละพื้นที่ เช่น ความสวยงาม ความทนทาน การใช้งาน งบประมาณ รวมถึงมาตรฐานด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อม
สำหรับผู้ที่มองหาพื้นไม้คุณภาพสูง VK Floor by Viwatchai Kamai คัดสรร แบรนด์พื้นไม้ระดับ Global Brand ที่มีมาตรฐานการผลิต คุณภาพวัสดุ และ Certification รองรับ เช่น มาตรฐานด้านสุขภาพอย่าง E1, FloorScore® หรือมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมตามแต่ละผลิตภัณฑ์
พร้อมให้คำแนะนำเลือกพื้นไม้ให้เหมาะกับการใช้งานจริง ตั้งแต่ SPC, Vinyl, Laminate, Engineered Wood ไปจนถึงพื้นไม้จริง เพื่อให้ได้วัสดุที่ตอบโจทย์ทั้ง Design, Function, Quality และการใช้งานระยะยาว.
